ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ทุกสิ่งถูกย่อให้อยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟน ในมุมเล็กๆ ของอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ยังมีพื้นที่กึ่งสาธารณะแห่งหนึ่งที่ใช้ ‘หนังสือ’ และ ‘งานคราฟท์’ เป็นเครื่องมือในการเยียวยา เติมเต็ม และขับเคลื่อนชุมชน
‘บ้านหนังสือดีคราฟท์’ คือชื่อของสถานที่แห่งนั้น
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะพาไปเจาะลึกตัวตนและแนวคิดของ รุ่ง-รุ่งทิวา วอทอง อดีตครูข้างถนน คนทำงานขับเคลื่อนด้านเด็ก สตรี และสิทธิในที่ดินทำกิน ผู้เชื่อมั่นว่า “หนังสือคือเสรีภาพทางการศึกษา” พร้อมสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างร้านหนังสือกับชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีที่นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี

จากเด็กบ้านนอกผู้หิวโหยหนังสือ สู่ ‘ครูข้างถนน’ ในเมืองใหญ่
จุดเริ่มต้นความผูกพันระหว่างรุ่งกับโลกหนังสือ ไม่ได้เริ่มจากห้องสมุดขนาดใหญ่หรือร้านหนังสือหรูหราในเมืองหลวง แต่เริ่มจากความขาดแคลนในวัยเด็ก ณ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
“เราเป็นเด็กบ้านนอกที่การจะหาหนังสืออ่านสักเล่มเป็นเรื่องยากมาก ตอน ป.3 – ป.4 ต้องไปยืนดักรอรุ่นพี่มัธยมที่ปั่นจักรยานไปเรียนในอำเภอระยะทาง 13 กิโลเมตร ฝากเงินวันละ 2 บาทเพื่อฝากซื้อหนังสือนิทาน แล้วตอนเย็นก็มารอดักรับหนังสือ ทำแบบนี้ทุกวัน ความชอบอ่านหนังสือมันเริ่มจากตรงนั้น”
ความหลงใหลในการอ่านนำพาให้รุ่งเติบโตขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่การทำงานเป็น ‘ครูข้างถนน’ ทำงานร่วมกับเด็กเร่ร่อน เด็กถูกทารุณกรรม และเด็กกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพมหานคร
ในยุคที่ความรู้ด้านจิตวิทยาเด็กหรือกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ยังไม่มีสอนแพร่หลายในมหาวิทยาลัย รุ่งต้องแสวงหาความรู้ผ่านงานเสวนา หนังสือสารคดี และการอ่านอย่างหนัก
การทำงานคลุกคลีกับเด็กด้อยโอกาส ทำให้เธอตกผลึกความคิดได้ว่า หนังสือคือเสรีภาพทางการศึกษา และ ‘นิทาน’ คือเครื่องมือสื่อสารกับเด็กที่ทรงประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ
“สำหรับคนที่มีทุนทรัพย์น้อย การอ่านออกเขียนได้และเข้าถึงหนังสือคือบันไดขั้นแรกในการขยับขยายศักยภาพของชีวิต ขณะที่นิทาน มันไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าก่อนนอน แต่คือสะพานเชื่อมความไว้วางใจและเครื่องมือสลายบาดแผลในใจของเด็กๆ”

Photo: บ้านไร้เสียง
จุดกำเนิด ‘ร้านหนังสือดี’ ณ วารินชำราบ
หลังจากทำงานเป็นครูข้างถนนอยู่นานหลายปี รุ่งตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เดินทางไปทั่วประเทศพร้อมกระเป๋าเป้ที่ขากลับมักจะอัดแน่นไปด้วยหนังสือมือสอง
ในปี 2543 ‘ร้านหนังสือดี’ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ณ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จากหนังสือสะสมส่วนตัวและผองเพื่อนที่มีใจรักการอ่านเหมือนกัน
“ร้านหนังสือดีที่วารินฯ เราไม่ได้ทำเพราะหวังกำไร แต่เราทำเพราะหนังสือมันเหมือนศาสนาของเรา เราแค่อยากให้คนได้อ่าน ถ้าน้องๆ นักศึกษาเดินเข้ามา เลือกหนังสือมาหลายเล่มแล้วเงินไม่พอจ่าย เรามองออก เราก็หยิบคืนให้เอาไปอ่านเลย ร้านเราจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นพื้นที่อบอุ่นสำหรับเพื่อนๆ และน้องๆ”
แม้ในเชิงธุรกิจ การขายหนังสือมือสองอย่างเดียวอาจเลี้ยงตัวได้ยาก จนต้องทำสมุดทำมือ งานฝีมือ และรับงานวิจัยภายนอกมาจุนเจือ แต่ร้านหนังสือดีก็ทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ของคนรักการอ่านในวารินชำราบอยู่นานถึง 3 ปี ก่อนที่จะโยกย้ายและปรับบทบาทไปตามภารกิจทางสังคมของทีมงาน

การเดินทางสู่อำเภอดอนมดแดง และเป้าหมาย ‘นิทาน 1,000 เล่ม’
ในปี 2562 เธอย้ายมาตั้งหลักแหล่งอย่างเต็มตัวที่ อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิที่ดินทำกินและภัยพิบัติทางธรรมชาติร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น เมื่อภารกิจเชิงโครงสร้างเริ่มคลี่คลายลง เธอจึงหันกลับมามองปัญหาของเด็กและเยาวชนในชุมชนอีกครั้ง
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เธอค้นพบคือ คนรุ่นใหม่และเด็กในชุมชนขาดทักษะในการสื่อสาร ถ้อยคำในหัวมีน้อย ทำให้ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนึกคิด หรือเชื่อมโยงความรู้ในหัวแล้วสื่อสารออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้ อันมีสาเหตุมาจากการอ่านหนังสือที่น้อยลง
นั่นจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออีกครั้ง พร้อมเพิ่มคำว่า ‘คราฟท์’ เข้าไปในชื่อร้าน เกิดเป็น ‘บ้านหนังสือดีคราฟท์’ เพื่อสะท้อนตัวตนที่ผสมผสานระหว่างโลกของหนังสือ และงานศิลปหัตถกรรมทำมือของชุมชน
พื้นที่ที่สาม (The Third Place) ของเด็กเปราะบางและไร้กรอบ
ในบริบทของอำเภอดอนมดแดง เด็กๆ จำนวนมากเติบโตมาในครอบครัวยากจน บางคนอยู่กับปู่ย่าตายาย มีภาวะสมาธิสั้น อ่านหนังสือไม่ออก หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะขาดความมั่นใจในตนเอง
เป้าหมายของบ้านหนังสือดีคราฟท์ ไม่ใช่การขายหนังสือให้ได้ร้อยเล่มพันเล่มเพื่อสร้างผลกำไร แต่คือการใช้หนังสือและนิทานเป็นยาสมานแผลใจ และเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ กับคนในชุมชน โดยรุ่งตั้งเป้าหมายในใจไว้ว่าภายใน 3 ปี จะต้องเกิดนิทานทำมือจากฝีมือของคนในชุมชนและเด็กๆ ให้ได้ 1,000 เล่ม
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำหนังสือนิทานที่ดีที่สุดสำหรับคนอ่าน แต่เป็นนิทานที่ดีที่สุดสำหรับคนเขียน กระบวนการทำนิทานมันสร้างความภาคภูมิใจ มันสลายความกลัว มันช่วยดึงเรื่องราวหม่นๆ ข้างในใจที่บอกใครไม่ได้ออกมาบนแผ่นกระดาษ นั่นคือการตระหนักรู้ว่าตัวเขามีคุณค่าและมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้”
บ้านหนังสือดีคราฟท์ วางตัวเป็น ‘พื้นที่ที่สาม’ (The Third Place) ที่ไม่ใช่บ้านและไม่ใช่โรงเรียน แต่เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะที่ปลอดภัย ผ่อนคลาย และไร้ซึ่งกรอบบังคับ พร้อมเปิดประตูต้อนรับเด็กๆ ทุกคนให้เข้ามาทำกิจกรรมและค้นหาตัวตน โดยมีรุ่งและทีมงานคอยประคับประคองอยู่ใกล้ๆ
เธอเปลี่ยนบรรยากาศจากการนั่งเรียนในห้องสี่เหลี่ยม มาเป็นตลาดเรียนรู้ กระบวนการเล่น และการลงมือทำ
“เด็กที่เคยชอบด่าทอหรือแกล้งเพื่อน เมื่อต้องมานั่งจับคู่ช่วยกันทำหนังสือนิทาน ความขัดแย้งก็เปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือกันโดยธรรมชาติ”
การปรับทัศนคติผู้ปกครองและชุมชน
ความสัมพันธ์ระหว่างร้านหนังสือกับคนในท้องถิ่น ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเด็ก แต่ขยายไปถึงผู้ปกครอง และภาคส่วนอื่นๆ ในชุมชนด้วย
ในสังคมชนบท ผู้ปกครองมักยุ่งอยู่กับการหาเช้ากินค่ำ เมื่อเห็นลูกหลานวาดรูปหรือเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ มักมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ หรือตำหนิว่าทำได้ไม่ดี รุ่งใช้กระบวนการนิทานเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ผ่าน 3 ขั้นตอนคือ
- ปรับมายด์เซ็ตผู้ปกครอง: เมื่อผู้ปกครองเดินเข้ามาดูเด็กทำกิจกรรม ทีมงานจะคอยส่งสัญญาณว่า “อย่าเพิ่งตำหนิ ให้หยุดและชื่นชมก่อน”
- สร้างผลงานเชิงประจักษ์: นำผลงานขีดเขียนของเด็กมาเข้าเล่มเป็นหนังสือนิทาน เมื่อผู้ปกครองเห็นผลงานจริง ทัศนคติต่อลูกหลานก็เปลี่ยนจากการมองข้ามหรือดูแคลน เป็นความภาคภูมิใจ
- ดึงหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วม: เชิญผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. และครูในโรงเรียนมาร่วมงานนิทรรศการนิทาน เพื่อให้ภาครัฐมองเห็นว่าเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีศักยภาพ
ระบบนิเวศหนังสือและเครือข่ายทางปัญญาในจังหวัดอุบลราชธานี
หากมองภาพกว้างในระดับจังหวัด อุบลราชธานีถือเป็นเมืองที่มี ‘ระบบนิเวศหนังสือทางเลือก’ ที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายมายาวนาน
| ชื่อร้าน / กลุ่ม | บทบาทและเอกลักษณ์สำคัญ | การเชื่อมโยงเครือข่าย |
|---|---|---|
| ร้านหนังสือดี / บ้านหนังสือดีคราฟท์ | เน้นงานเด็ก เยาวชน ชุมชนเปราะบาง นิทาน และงานคราฟท์ | เชื่อมโยงมิติสังคม วัฒนธรรม และงานพัฒนาเด็ก |
| ร้านฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) | เน้นหนังสือประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง ความคิดทางสังคม | สถาบันความคิดทางปัญญา เสริมสร้างมิติการเมือง |
| เครือข่ายศิลปิน / กลุ่มบ้านไร้เสียง | งานศิลปะ ดนตรี ศิลปหัตถกรรมสื่อสารสังคม | ซัพพอร์ตงานกิจกรรม นิทรรศการ และการทำสื่อ |
รุ่งเล่าว่า ร้านหนังสืออิสระในอุบลฯ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งกันทำธุรกิจ แต่ทำหน้าที่เสมือน ‘สถาบันทางสังคมขนาดเล็ก’ ที่เชื่อมคนทำงานสายสิ่งแวดล้อม นักเขียน ศิลปิน และคนทำงานพัฒนาเด็กเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีหนังสือเป็นจุดศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิด
ทั้งนี้ เมื่อช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา บ้านหนังสือดีคราฟท์ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ ของสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park โดยนำเอากระบวนการจัดทำนิทานมาขยายผลอย่างเข้มข้นภายใต้แนวคิด ‘เรื่องเล่าจากชุมชนเล็กๆ’
เป้าหมายหลักของโครงการนี้ คือการใช้นิทานเป็นเครื่องมือเปิดโลกทัศน์ ฟื้นฟูความมั่นใจของเด็ก และสะท้อนเสียงของคนในชุมชนออกมาเป็นหนังสือนิทานทำมือจำนวน 15 เล่ม ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละสัปดาห์
สัปดาห์ที่ 1 – เปิดโลกนิทาน: เชิญคุณครูและวิทยากรภายนอกมาเล่านิทานให้เด็ก ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนฟัง เพื่อให้ทุกคนเห็นว่านิทานมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของเด็กๆ อย่างไร
สัปดาห์ที่ 2 – เดินตามรอยนิทาน: พาเด็กๆ เดินท่องธรรมชาติในชุมชน ตามรอยหนังสือนิทานเรื่อง ‘กินข้าวป่า’ (นิทานต้นแบบที่รุ่งและทีมงาน วาดขึ้นจากบริบทดอนมดแดง) เพื่อให้เห็นว่าเหตุการณ์จริงและสถานที่จริงรอบตัว สามารถนำมาบวกกับจินตนาการกลายเป็นนิทานได้
สัปดาห์ที่ 3 – เทคนิคสร้างตัวละครและสลายความกลัว: เกมแปลงร่าง ใช้เกมช่วยให้เด็กสมมติตัวเองเป็นสัตว์หรือสิ่งของ เพื่อดึงบทสนทนาภายในออกมา
กิจกรรมวาดภาพเร็ว – ให้วาดรูปอย่างรวดเร็วเพื่อตัดความกังวลเรื่อง “กลัววาดไม่สวย” ทำให้ได้ตัวการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สัปดาห์ที่ 4 – การทำเล่มและการจัดนิทรรศการ: นำเนื้อหาและภาพวาดของเด็กๆ มาเย็บเล่มทำเป็น ‘หนังสือนิทานทำมือ’ พร้อมจัดงานนิทรรศการเปิดบ้านให้เด็กๆ ถือไมค์เล่านิทานของตัวเองให้ผู้ใหญ่ฟัง
3 กรณีศึกษา: นิทานที่ถอดรหัสบาดแผลและชีวิตจริง
หนึ่งในความอัศจรรย์ของโครงการนี้ คือหนังสือนิทานที่เด็กๆ สร้างขึ้น ไม่ใช่เรื่องแฟนตาซีเพ้อฝัน แต่คือกระจกเงาที่สะท้อนบาดแผลและความหวังในชีวิตจริงของพวกเขา
[Case Study 1: ดาวสวยจัง — สัญญาณเตือนภัยจากแววตาโศก]
เด็กหญิงคนหนึ่งที่มีปัญหาสมาธิสั้นและถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรุนแรงในครอบครัวจนมีดวงตาเศร้าสร้อย ในสัปดาห์แรกๆ เธอไม่สามารถทำนิทานความยาว 16 หน้าได้เพราะขาดสมาธิ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ล้มเหลวเสมอ
ในสัปดาห์สุดท้าย รุ่งเข้ามานั่งประกบอย่างใกล้ชิด และชวนเธอวาดรูปที่เธอคิดว่าจะไม่ล้มเหลว นั่นคือรูปดาว
รุ่ง: “ดาวมันเป็นเรื่องราวแบบไหนล่ะ มันจะไปไหน?”
เด็กหญิง: “ดาวหลายๆ ดวงกำลังรวมกันไปหาบ้านใหม่อยู่…”
รุ่ง: “ทำไมต้องไปหาบ้านใหม่ล่ะ?”
เด็กหญิง: “เพราะตรงนี้มันมืด มืดเกินไปจนมองไม่เห็นอะไรเลย…”
เนื้อเรื่องในนิทานเล่าถึงฝูงดาวที่ชวนกันเกาะว่าวเดินทางออกจากความมืดไปหาแสงสว่างในเวลากลางวัน แต่เมื่อไปถึงกลางวัน แสงแดดกลับจ้าเกินไปจนมองไม่เห็นเพื่อน ดาวจึงต้องบินกลับมาอยู่ในเวลากลางคืนตามเดิม
รุ่งถอดรหัสความคิดนี้ได้ทันทีว่ามันคือ ‘สัญญาณเตือนภัย’ ของเด็กที่ไม่อยากอยู่บ้าน และพร้อมจะหลุดออกจากระบบครอบครัวไปสู่ความเสี่ยงภายนอก เธอจึงใช้หนังสือนิทานเล่มนี้เป็นเครื่องมือเข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติกับผู้ปกครองอย่างละมุนละม่อม
[Case Study 2: จอห์นติดยา — ความจริงที่ตีแสกหน้าชุมชน]
เด็กชายคนหนึ่งเลือกเขียนนิทานเล่าเรื่อง ‘จอห์น’ คนในชุมชนที่ติดยาเสพติด ถูกตำรวจจับ ติดคุก ออกจากคุกมาก็กลายเป็นบ้า ฆ่าคนตาย และสุดท้ายก็กลับไปตายในคุก…
รุ่งชวนเด็กคิดต่อว่า “อยากให้เรื่องจบแบบเศร้าๆ แบบนี้ หรืออยากให้จบแบบมีความหวัง?”
เด็กชายบอกว่า อยากให้จบแบบมีความหวัง รุ่งจึงชวนตั้งคำถามถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตจอห์นว่ามีความเป็นไปได้แบบใดบ้าง
เด็กชาย: “จอห์นโดนซ้อมในคุก ทนเจ็บซ้ำๆ ทำให้คิดได้ว่า ไม่อยากติดยาอีก คิดถึงพ่อแม่”
รุ่ง: “พอออกจากคุกมา พ่อแม่มารอรับอย่างดีใจไหม?”
เด็กชาย: “ไม่… แม่ไม่อยากให้ออกมา”
รุ่ง: “แต่ถ้าในนิทาน เราอยากให้โอกาสเขา พ่อแม่ต้องต้อนรับเขานะ”
สุดท้าย นิทานเรื่องนี้จบลงด้วยการที่พ่อแม่รอต้อนรับจอห์นกลับบ้าน และจอห์นหันไปเล่นกีฬาเพื่อกลับตัวกลับใจ
การเขียนนิทานเรื่องนี้ช่วยให้เด็กชายคนนี้คิดในมุมบวกอื่นๆ ที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน นั่นคือสังคมและครอบครัวสามารถมอบทางเลือกใหม่แก่คนที่เคยทำผิดพลาดได้
[Case Study 3: ดอกต้อยติ่ง — เมื่อความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความงาม]
เด็กหญิงอีกคนหนึ่งนำเอาประสบการณ์ในวัยเด็กที่เคยกลัวเสียงฝักดอกต้อยติ่งแตกเวลาโดนน้ำ มาเขียนเป็นนิทาน
ภาพในหนังสือถ่ายทอดเรื่องราวของเม็ดต้อยติ่งที่เมื่อโดนหยดน้ำฝนสาดใส่ แทนที่จะส่งเสียงเปรี้ยงปร้างน่ากลัว พวกมันกลับสลับกันเต้นรำและส่งเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการสลายความกลัวในวัยเด็กด้วยงานศิลปะและการเขียน

Photo: บ้านไร้เสียง
หนังสือคือตั๋วเดินทางของคนทุนน้อย
ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการ ผลการดำเนินงานนับว่าประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถผลิตหนังสือนิทานปกแข็งทำมือที่สะท้อนบริบทชุมชนดอนมดแดงได้ถึง 15 เล่ม ซึ่งกระบวนการทำนิทานได้ช่วยพลิกฟื้นพฤติกรรมและความมั่นใจของเด็กกลุ่มเปราะบางให้กล้าแสดงออกและนำเสนอผลงานของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ
นอกจากนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับการยอมรับจากภายนอกอย่างกว้างขวาง มีหน่วยงานด้านการศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดต่อขอเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อนำกระบวนการเรียนรู้นี้ไปขยายผลปรับใช้ในระบบโรงเรียนต่อไป
“สำหรับเด็กๆ เราอยากให้ร้านหนังสือเป็นเหมือน ‘ตั๋วเดินทาง’ ที่พาเขาหลุดออกจากพื้นที่เดิมๆ ไปสัมผัสเรื่องราวข้างนอก ทำให้หูตากว้างไกลขึ้น การอ่านหนังสือจะสร้างทางเลือกมากมายในการรับมือกับปัญหาชีวิต”
ชีวิตของรุ่งทิวา คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเติบโตด้วยหนังสือ จากเด็กบ้านนอกที่จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่สามารถทำงานขับเคลื่อนสังคมในระดับนโยบาย ทำงานกับเด็กเปราะบาง และสร้างเครือข่ายทางปัญญาได้ เพราะการอ่านหนังสือมอบ “ถ้อยคำ คลังความคิด และสุนทรียภาพ” ให้อย่างไม่สิ้นสุด
‘บ้านหนังสือดีคราฟท์’ ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านขายหนังสือมือสอง แต่เป็น ‘โฮงยาทางปัญญา’ ที่ใช้นิทานทำมือเยียวยาหัวใจของเด็กๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่โอบอุ้มชุมชนเล็กๆ ในอุบลราชธานี และเป็นข้อพิสูจน์ว่า แม้ในยุคดิจิทัล หนังสือนิทานเล่มเล็กๆ ที่ทำขึ้นด้วยมือและหัวใจ ก็ยังคงมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ได้อย่างแท้จริง


ที่มา
Cover Photo: บ้านไร้เสียง








