วิกฤตและทางรอดของร้านหนังสือ กับพื้นที่การอ่านเกิดใหม่

6,312 views
5 mins
February 22, 2021

          ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2560 ตลาดหนังสือของไทยมีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่องและหดตัวลงเกือบร้อยละ 20 ส่งผลต่อวงจรธุรกิจหนังสืออย่างถ้วนหน้า ทั้งสำนักพิมพ์ สายส่ง และร้านหนังสือ ถึงแม้ว่าร้านหนังสือจะยังเป็นช่องทางหลักในการกระจายหนังสือถึงมือผู้อ่าน แต่ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้นในการหาซื้อหนังสือ โดยเฉพาะจากเทศกาลหนังสือซึ่งทุกสำนักพิมพ์ต่างพร้อมใจกันลดราคา ส่วนการสั่งซื้อหนังสือผ่านร้านออนไลน์ก็มีแรงจูงใจเรื่องของความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาหนังสือที่ต้องการและบริการจัดส่ง

          ร้านหนังสือจึงก้าวสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าจ้างพนักงาน และค่าบริหารจัดการร้าน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาร้านหนังสือนับร้อยแห่งทยอยปิดตัว ร้านที่เหลืออยู่พยายามปรับตัวโดยมองถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบัน

มูลค่าตลาดหนังสือ
เปรียบเทียบสัดส่วนช่องทางการซื้อหนังสือ

ทางเลือก ทางรอด ร้านหนังสือเชนสโตร์

          ในภาวะเปราะบางของธุรกิจหนังสือ ร้านประเภทเชนสโตร์น่าจะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยสายป่านที่ยาวกว่าร้านหนังสืออิสระ แต่อันที่จริงแล้วเชนสโตร์ก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เครือข่ายร้านหนังสือรายใหญ่อย่างเช่นซีเอ็ด (SE-ED) ซึ่งเคยมียอดขายสูงถึง 5,700 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันกลับมีตัวเลขขาดทุน สาขาหลายแห่งต้องยุบเลิกปิดกิจการ บางสาขาจำเป็นต้องลดขนาดพื้นที่ร้านลง เช่นเดียวกับร้านนายอินทร์ซึ่งมีการปรับลดจำนวนสาขาลงเช่นกัน

          ส่วนเครือข่ายร้านหนังสือที่ดำเนินงานโดยหน่วยงานภาครัฐ คือร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ซึ่งก่อตั้งมายาวนานกว่า 60 ปี ก็ประสบภาวะยากลำบากไม่ต่างกับเชนสโตร์เอกชน ล่าสุดเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการของร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทั้ง 10 สาขา เมื่อปี 2561 ว่ามีรายได้ 391.79 ล้านบาท ขาดทุน 14.44 ล้านบาท1 โดยมีค่าใช้จ่ายหลักคือค่าเช่าอาคารสถานที่และค่าจ้างพนักงาน จึงเตรียมจะปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร

          กระนั้นก็ดี ยังมีร้านหนังสือประเภทเชนสโตร์ที่สามารถดำเนินธุรกิจเติบโตสวนกระแส ดังเช่น บีทูเอส เอเซียบุ๊คส และคิโนะคูนิยะ ซึ่งกลยุทธ์ของร้านหนังสือทั้ง 3 แห่งอาจเป็นแนวทางที่ชี้ให้เห็นทางรอดของร้านหนังสือในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน ตัวอย่างเช่น

  • เปลี่ยนภาพลักษณ์ร้านขายหนังสือให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ หรือพื้นที่ทางความคิดและสร้างแรงบันดาลใจ โดยจัดการพื้นที่ให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าและสามารถใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ เช่น นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงาน ใช้อินเทอร์เน็ต ชมนิทรรศการ เล่นและเรียนรู้
  • จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านที่ทำให้เกิดบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาและก่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ แก่นักอ่าน เช่น จัดงานเปิดตัวหนังสือ พบปะนักเขียน จัดกิจกรรมศิลปะ และเวิร์คช็อปต่างๆ
  • นำเทคโนโลยีมาใช้กับการขายและการตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ระบบการค้นหาและสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ บริการจัดซื้อหนังสือจากทั่วโลก เพิ่มไลน์สินค้าอีบุ๊ค สื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
  • จำหน่ายสินค้า nonbook ที่สร้างแรงบันดาลใจและบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง และช่วยเสริมคุณค่าของสินค้าหลักคือหนังสือ เช่น เหล็กฉากกั้นหนังสือเน้นดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ เครื่องเขียนสำหรับคนทำงานด้านการออกแบบและงานศิลปะ ซีดีเพลงบรรเลงซึ่งช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการอ่านหนังสือ ซีดีภาพยนตร์หายากที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิก
จำนวนร้านค้าสาขาของร้านหนังสือประเภทเชนสโตร์
รายได้และกำไรของร้านหนังสือประเภทเชนสโตร์

ความหวังของร้านหนังสืออิสระ

          ทศวรรษที่ผ่านมามีร้านหนังสืออิสระเก่าแก่ที่ต้องปิดตัวลงหลายแห่ง เช่น ปริ๊นซ์บุ๊คสโตร์ ร้านหนังสือชื่อดังของจังหวัดขอนแก่นซึ่งจำหน่ายมานานกว่า 30 ปี ร้านหนังสือนาครบวรรัตน์ ซึ่งอยู่คู่ชาวนครศรีธรรมราชมาเกือบ 30 ปี รวมทั้งร้านหนังสืออิสระที่เปิดได้ไม่นานก็ต้องยุติกิจการ เช่น ร้านเอกาลิเต้ จ.ลำปาง ร้านหนังสือเชียงดาว จ.เชียงใหม่ เนื่องจากร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่ำ หากยอดขายน้อยเกินไปหรือไม่เป็นไปตามเป้าย่อมกระทบต่อความอยู่รอดทันที

          เมื่อธุรกิจหนังสือได้รับผลกระทบจากการพลิกผันทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านของผู้บริโภค ร้านหนังสือเองก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย การที่ไม่มีสาขาเหมือนกับร้านประเภทเชนสโตร์ ทำให้ร้านหนังสืออิสระพยายามหาทางออกด้วยการจับมือกันเพื่อช่วยส่งเสริมการขายซึ่งกันและกัน ดังเช่นการจัดงาน “สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติครั้งที่ 1” เมื่อปี 2556 และยังคงจัดต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน (แต่ตัดคำว่า ‘แห่งชาติ’ ออกไป) นอกจากจะประชาสัมพันธ์ให้ร้านหนังสืออิสระประจำท้องถิ่นเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังช่วยกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการจำหน่ายหนังสือหมุนเวียนไปตามร้านต่างๆ อีกด้วย

          Harvard Business School เคยศึกษาวิจัยปรากฏการณ์ที่ร้านหนังสือในสหรัฐอเมริกากลับเพิ่มจำนวนขึ้นในช่วงปี 2552-2558 ทั้งๆ ที่ร้านหนังสืออิสระเคยล้มหายตายจากไปจนมีจำนวนลดลงถึงร้อยละ 4215 อันเนื่องมาจากยุครุ่งเรืองของร้านหนังสือออนไลน์อย่างแอมะซอน (Amazon) โดยค้นพบทางรอดของร้านหนังสืออิสระที่สรุปรวบยอดเป็นหลัก ‘3C’ ได้แก่ Community คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร้านหนังสืออิสระและคุณค่าแบบท้องถิ่นนิยม (Localism) Curation คือการเลือกหนังสือที่ไม่เน้นหนังสือขายดี แต่เลือกอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และช่วยให้ผู้อ่านได้พบหนังสือใหม่ๆ และ Convening คือการสวมบทบาทเป็นพื้นที่ทางปัญญา สำหรับลูกค้าที่มีความคิดหรือมีความสนใจตรงกันมาร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ

          สำหรับประเทศไทย การประยุกต์หลัก 3C และการสร้างสรรค์เอกลักษณ์หรือจุดเด่นของร้านหนังสืออิสระแต่ละแห่ง จะช่วยให้ร้านหนังสืออิสระฟันฝ่าสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงรอบนี้ไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

จำนวนร้านหนังสืออิสระ

พื้นที่การอ่านเกิดใหม่

          แนวคิด ‘พื้นที่ที่สาม’ หรือ Third Place เกิดขึ้นในเมืองที่มีอัตราความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ค่อนข้างสูง ทำให้คนรุ่นใหม่มีความต้องการพื้นที่ซึ่งไม่ใช่บ้าน ที่ทำงานหรือโรงเรียน สำหรับทำงาน ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และพบปะพูดคุยหาไอเดียกันในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นหนึ่งปรากฏการณ์เด่นทางสังคมของไทยในทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการออกแบบพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์

          แนวคิด ‘พื้นที่ที่สาม’ มีส่วนทำให้ห้องสมุดปรับพื้นที่การอ่านให้มีบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ปลั๊กไฟ และ WiFi ซึ่งจำเป็นสำหรับทำงานหรือค้นคว้าด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์ไร้สาย เช่นเดียวกันกับพื้นที่การอ่านที่ไม่ใช่ห้องสมุด ซึ่งปรากฏเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในด้านหนึ่งการขยายตัวของพื้นที่ลักษณะดังกล่าวเหมือนกับเป็นคู่แข่งของห้องสมุด ซึ่ง ณ เวลานี้ไม่ได้ผูกขาดการให้บริการพื้นที่การอ่านอีกต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง Third Place ก็ทำให้เห็นถึงทิศทางของการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนในปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับแหล่งเรียนรู้สาธารณะทุกประเภท

          Third Place ที่ไม่ใช่ห้องสมุดมีหลายลักษณะ เช่น คาเฟ่หรือร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มซึ่งออกแบบกายภาพร้านให้น่านั่งพบปะสังสรรค์และอ่านหนังสือ co-working space ซึ่งให้บริการเช่าพื้นที่เป็นรายวันหรือรายชั่วโมงสำหรับทำงาน ประชุม หรือทำการบ้าน ถูกออกแบบให้มีที่นั่งทั้งแบบเดี่ยว แบบกลุ่ม และห้องประชุมกลุ่มย่อย บางแห่งมีบริการเครื่องพิมพ์ จอทัชสกรีน หรือกระดานอัจฉริยะ (smart board) สำหรับประชุม learning common เป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับการเรียนรู้และจัดกิจกรรมที่หลากหลาย สิ่งที่ดูจะขาดเสียไม่ได้เลยสำหรับ ‘พื้นที่ที่สาม’ คือกาแฟและอาหารว่าง บางแห่งเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษาซึ่งจำเป็นต้องอ่านหนังสือดึกๆ คนรุ่นใหม่หรือคนทำงานฟรีแลนซ์ซึ่งทำงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ และบางแห่งให้บริการแม้กระทั่งพื้นที่ให้งีบนอน หลังจากตรากตรำอ่านหนังสือหรือทำงานยาวนานหลายชั่วโมง


เชิงอรรถ

[1] https://thestandard.co/suksapan-panit-revenue/

[2] บทคัดย่องานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบการรับร้บุคลิกภาพตราสินค้าร้านหนังสือระหว่าง “ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์” และ “นายอินทร์”

[3] บทความเรื่อง คืนหนังสือให้ร้านหนังสือ : ทางเลือกและทางรอดของธุรกิจร้านหนังสือไทย

[4] บทความเรื่อง บีทูเอส ฝันหวานแบบแอมะซอน

[5] บทความเรื่อง เอเซียบุ๊คส เปิดสาขาใหญ่สุด@เซ็นทรัลเวิลด์

[6] https://th.wikipedia.org/wiki/คิโนะคูนิยะ

[7] สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

[8] สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

[9] สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จําหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

[10] https://www.suksapanpanit.com

[11] https://www.asiabooks.com/asia_books_branches/

[12] https://th.wikipedia.org/wiki/คิโนะคูนิยะ

[13] https://www.facebook.com/stock.vitamins/posts/-se-ed-ขาดทุน-แต่-b2s-กำไร-ใคร-ๆ-ก็รู้ว่าธุรกิจหนังสือกำลังตกต่ำจากการเข้ามาของโ/1970406353224753/

[14] http://longtunman.com/4292

[15] https://www.matichonweekly.com/special-report/article_69503


เผยแพร่ครั้งแรก พฤษภาคม 2562
พิมพ์รวมเล่มในหนังสือ เข็ม (2562)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก