เมือง แม้จะดูคงทน เป็นสิ่งสร้างของมนุษย์แบบอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ดูต้านทานการเปลี่ยนแปลง แต่จริงๆ แล้วเมืองเปราะบางต่อความเสี่ยงสารพัดรูปแบบ ความเสี่ยงแบบที่ฉับพลันและอาจทำให้วันพรุ่งนี้เราตื่นมาแล้วใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้ ไม่ว่าจะเพราะภัยพิบัติ โรคระบาด หรือเหตุไม่คาดคิดสารพัด อาจชั่วคราวสองสามวัน หรือทำให้เมืองเปลี่ยนไปตลอดกาล
CALL บอกว่าผู้คนในเมืองจึงควรเริ่มมองสำรวจรอบๆ ค้นหาความเปราะบางนั้นร่วมกัน แล้วหาทางรับมือมันก่อนสาย
องค์กรที่ชื่อว่า City as Living Laboratory หรือย่อว่า CALL ก่อตั้งขึ้นโดยแมรี่ มิส ศิลปินและนักออกแบบชาวอเมริกัน เมื่อปี 2011 ชื่อที่แปลว่า ‘เมืองในฐานะห้องทดลองที่มีชีวิต’ สะท้อนแนวคิดที่ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการทดลองแนวคิดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเมือง เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
พอเห็นคำว่า ‘ห้องทดลอง’ เราอาจจะคิดว่านี่เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ แต่วิสัยทัศน์ของ CALL คือการสร้างความยั่งยืนด้วยศิลปะ เพราะศิลปะช่วยเปิดจินตนาการเกี่ยวกับเมือง อาจถึงขั้นช่วยนิยามวิถีชีวิตของเราใหม่ ทั้งการใช้ทรัพยากร ติดต่อสื่อสาร เรียนรู้ และทำงาน โดยวิธีการทำงานของ CALL นั้นเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างการเดินสำรวจเมือง ต่อยอดความคิดไปทีละก้าว จนกลายเป็นโครงการใหญ่ที่สร้างผลลัพธ์ได้ทั้งเมือง
หรืออาจทั้งประเทศ
ไม่ใช่ทุกเมืองจะพร้อมทดลองได้ทันที สำหรับ CALL ภารกิจของพวกเขาพยายามทำให้เมืองเมืองหนึ่งกลายเป็นเมืองที่เปิดรับการทดลอง เป็นที่ที่เราสามารถศึกษาและทดสอบไอเดียใหม่ๆ ได้เสมอ โดยสิ่งที่ทดลองนั้นมีแก่นหลักอยู่ที่ความยั่งยืน ทั้งความยั่งยืนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ และความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของคนหลากหลายกลุ่ม

ศิลปะดึงหัวใจ วิทยาศาสตร์ให้ข้อมูล
เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องปัญหาสภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อม เราอาจเคยคิดว่าเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องไปวิเคราะห์ ศึกษา และหาทางออก แล้วค่อยมาบอกเราอีกทีว่าควรทำตัวอย่างไร
แต่ไม่ใช่สำหรับ CALL เพราะพวกเขาใช้ทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์มาช่วยสร้างความเข้าใจต่อประเด็นทางสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำและสร้างความยั่งยืนร่วมกันตั้งแต่ฐานราก คือคนธรรมดาสามัญที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง
กิจกรรมในทุกระดับของ CALL เกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งชวนผู้คนทั่วไปมาเดินสำรวจ พูดคุย และคิดไอเดียร่วมกัน จนออกมาเป็นโครงการทั้งเล็กและใหญ่มากมายที่ช่วยเปลี่ยนเมืองเมืองนั้นไปทีละเล็กทีละน้อย
เรียกได้ว่าความเข้าใจต่อพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นต้องตั้งต้นมาจากในชุมชนนั้นๆ เอง โดยมีศิลปะคอยช่วยกระตุ้นความคิด และวิทยาศาสตร์คอยสนับสนุนข้อมูล
จากภาพใหญ่ของวิกฤตโลกร้อนที่ดูเกินตัวในหน้าจอโทรทัศน์ ย่อลงมาอยู่ในระดับถนน ย่าน และเมือง ที่คนในชุมชนสามารถช่วยกันทำความเข้าใจความเสี่ยงและหาทางรับมือร่วมกันได้
ไม่แปลกที่ศิลปะจะกลายมาเป็นตัวนำสร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะในประวัติศาสตร์ ศิลปินได้ใช้งานศิลปะพูดถึงปัญหาสาธารณะมาหลายศตวรรษ และ CALL มองว่าศิลปะมีทั้งแง่มุมสร้างความแปลกใหม่และยังช่วยดึงให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับประเด็นสิ่งแวดล้อมได้ด้วย จากเดิมที่แม้สิ่งแวดล้อมจะใกล้ตัว แต่ประเด็นเรื่องการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนยังดูเป็นเรื่องซับซ้อน ตรงนี้เองที่ศิลปะจะทำให้เรื่องเหล่านี้จับต้องได้ขึ้นมา
เอเดรียน เซเรโซ นักนิเวศวิทยาทางสังคมจากมหาวิทยาลัยเยล ได้ศึกษาวิจัยแนวปฏิบัติของ CALL และค้นพบว่า ศิลปะที่อยู่บนฐานคิดเชิงนิเวศและสังคมเช่นนี้ ไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นรูปแบบการนำเสนอข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางให้ตัวแสดงในระดับชุมชนได้รับรู้และทำความเข้าใจตัวเอง และช่วยให้คนทั่วไปสามารถทำความเข้าใจแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งมีความซับซ้อนอยู่ในตัวได้
“ฟังก์ชันอย่างหนึ่งของศิลปะคือ มันทำให้เรารับมือกับความใหญ่โตโอฬารของบางสิ่งได้ โดยไม่รู้สึกท่วมท้นจนเกินรับไหว” เซเรโซกล่าว
ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนเมือง
คอนเซปต์ในเว็บไซต์ของพวกเขาเขียนไว้ชัดเจนว่านี่คือ ‘Artists + Scientists + Communities for a Sustainable Future’ (ศิลปิน+นักวิทยาศาสตร์+ชุมชนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน)
วิธีคิดแบบ CALL ไม่ใช่การคิดเมกะโปรเจกต์ตั้งแต่วันแรกแล้วตั้งเป้าทำให้สำเร็จในสิบปี แต่ทุกโครงการเริ่มต้นจากกิจกรรมอันเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งอย่าง ‘การเดิน’ ที่ช่วยสร้างบทสนทนาและความเข้าใจในเบื้องต้นสำหรับผู้คนทั่วไป และการใช้โครงการขนาดเล็กมาต่อยอดสร้างแรงกระเพื่อมสู่โครงการใหญ่
การดำเนินงานของ CALL จึงเป็นลักษณะก้าวต่อก้าว คือค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน และแต่ละขั้นก็ต่อยอดมาจากก้าวก่อนหน้า แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่ การเดิน (WALKS) เวิร์กชอป (WORKSHOPS) การร่างข้อเสนอ (PROPOSALS) และการทำโครงการ (PROJECTS)
ทุกกระบวนคิดไปเป็นอย่างไม่เสียเปล่า นั่นคือ เมื่อดึงคนทั่วไปมาเดินทำความเข้าใจเมืองร่วมกัน พวกเขาจะเริ่มเห็นประเด็นที่น่านำไปขบคิดและพูดคุยกันต่อร่วมกับศิลปินและผู้เชี่ยวชาญในเวิร์กชอป และสิ่งที่ออกมาเป็นผลผลิตจากบทสนทนานั้นก็จะกลายมาเป็นแบบร่างของข้อเสนอโครงการ ที่ลงรายละเอียดเป็นรูปเป็นร่างอย่างกรอบแนวคิด เป้าหมาย นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมโครงการ รายชื่อแนวร่วมในชุมชน สถานที่ โลจิสติกส์ ไทม์ไลน์ และงบประมาณ ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ต่อมาจะได้รับคัดเลือกไปทำโครงการจริงๆ เพื่อนำมาทดสอบในเมืองนั้น อาจเป็นโครงการขนาดย่อมชั่วคราวในชุมชน หรือเป็นโครงการริเริ่มขนาดใหญ่ที่สร้างผลลัพธ์อย่างถาวรในเมืองเมืองหนึ่ง
จะเห็นว่า CALL ไม่ได้ดึงผู้เชี่ยวชาญมาคิดโครงการใหญ่แต่ต้น แล้วค่อยดึงคนในชุมชนมาสนใจทีหลัง แต่พวกเขาใช้กิจกรรมที่เข้าถึงง่ายอย่างการเดิน มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนคนในชุมชนเข้ามาเป็นแนวร่วมและสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง จากไอเดียตนเอง เพื่อวาดภาพอนาคตเมืองของตัวเอง
Walks ถือเป็นโครงการหลักของ CALL ที่ทำให้ได้สำรวจข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมที่ชุมชนท้องถิ่นแต่ละแห่งเผชิญ และเป็นจุดสำคัญในการสร้างความร่วมมือจากหลายฝ่าย เรียกได้ว่าการเดิน เป็นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญ แต่วันหนึ่งจะงอกเงยเติบโตเป็นโครงการที่สร้างผลลัพธ์ได้มาก
การเดินแบบ CALL คือการเดินที่มีศิลปินพาเดิน และมีนักวิทยาศาสตร์คอยให้ข้อมูล จุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ประเด็นความยั่งยืนเป็นเรื่องจับต้องได้สำหรับพลเมือง ชุมชน และสถาบันต่างๆ ทำให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นการชวนมาสำรวจธรรมชาติหรือประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆ หรือทำให้ได้ประสบการณ์ทางอารมณ์และสัมผัสจริง มากกว่าแค่อ่านป้าย สร้างความตระหนักต่อมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่กำลังเสี่ยงภัยและยังไม่มีใครมองเห็น อย่างความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค และภัยธรรมชาติ เพื่อสำรวจและหาทางตอบสนอง โดยมีชุมชนเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาด้วยตนเองอย่างสร้างสรรค์และแปลกใหม่
การได้เดินด้วยตัวเองและสัมผัสประสบการณ์จริงแทนที่จะนั่งฟังในห้องเลกเชอร์ จะช่วยให้ผู้คนได้ขบคิดต่อประเด็นหนึ่งๆ อย่างลึกซึ้ง และช่วยสนับสนุนให้เกิด ‘ความคิดสดใหม่’ ต่อหัวข้อที่มีความซับซ้อนเหล่านี้
สจวร์ต พิกเก็ตต์ นักนิเวศวิทยาเมืองแห่งสถาบันเครี กล่าวว่า “ความงดงามทั้งหลาย ทั้งทางด้านนิเวศและด้านศิลปะในพื้นที่เมืองของเรามักถูกมองข้ามหรือไม่ค่อยมีใครให้ค่าเท่าที่ควร โครงการ CALL/Walks ช่วยขจัดความขาดแคลนนี้ และทำให้เราดื่มด่ำไปกับการชื่นชมคุณค่าและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในเมืองของเรา”
นอกจากแง่มุมการแก้ปัญหาแล้ว การเดินยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ในชุมชน เพราะสร้างประสบการณ์ตรงต่อบุคคลและความยึดโยงอยู่กับพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดการลงมือแก้ไขปัญหาร่วมกันได้จริงต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่อาจเริ่มได้จากใครเพียงคนเดียว
เพื่อขยายผลให้กิจกรรมการเดินนี้ครอบคลุมเป็นเครือข่ายทั่วสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอื่นๆ CALL ได้จัดทำ Toolkit เพื่อให้ชุมชนต่างๆ สามารถนำไปจัดกิจกรรมการเดิน เพื่อช่วยสร้างบทสนทนา ตั้งคำถามสำคัญ เพื่อหาทางทำให้เมืองปรับตัวต่อความท้าทายในปัจจุบันในพื้นที่ของตนเองได้
ความร่วมมือคือแกนหลัก
เพราะเมืองประกอบไปด้วยผู้คนและสถาบันอันหลากหลาย การเปลี่ยนเมืองจึงเป็นเรื่องของคนทุกฝ่าย คุณค่าหลักของ CALL จึงเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือจากหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน และยึดมั่นความเท่าเทียม โดยเฉพาะในการตัดสินใจ ให้คุณค่ากับความคิดจากหลากหลายศาสตร์เข้ามาผสมผสาน และมุ่งสร้างประสบการณ์โดยตรงกับทุกฝ่าย
โครงการทุกโครงการที่ CALL เข้าไปมีส่วนร่วม จึงเน้นที่การผสานความร่วมมือระหว่างองค์กรที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนแปลงเมืองไปทีละน้อย และทำให้เมืองเป็นเมืองแห่งการทดลองได้จริงๆ
ผลลัพธ์ก็คือ ทุกฝ่ายมีแต่ได้ นั่นคือ
- ศิลปิน ได้เชื่อมโยงกับชุมชนและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่หลากหลายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง เพิ่มโอกาสในสายอาชีพ มีส่วนร่วมสร้างสรรค์เมืองในอนาคต
- หน่วยงานต่างๆ ได้ช่วยให้ชุมชนบรรลุเป้าหมายโครงการทางสังคม ทำให้สถานที่น่าอยู่ ปลอดภัยขึ้น ทำให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีกับชุมชน
- ผู้อยู่อาศัย ได้มีส่วนร่วมในการคิดและลงมือสร้างสรรค์อนาคตของตัวเอง ทำให้ชุมชนมีความหลากหลาย
- องค์กรชุมชนและวัฒนธรรมในท้องถิ่น ได้ดึงประชาชนเข้ามาร่วมสนทนาและมีส่วนในการกำหนดประเด็นทางสังคม พัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มมูลค่าและกระตุ้นเศรษฐกิจ
- เมือง ได้สนับสนุนชุมชนน่าอยู่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ
สุดท้ายเมื่อไอเดียจากการเดินขยับก้าวขึ้นมาสู่การทำโครงการ CALL ได้แบ่งโครงการออกเป็นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งสำหรับพวกเขา โครงการทั้งสองระดับมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะต่างช่วยส่งเสริมกันและกัน โครงการริเริ่มขนาดใหญ่ มาจากการสำรวจดูว่าปัญหาใหญ่คืออะไร เช่น ระบบสาธารณูปโภคต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ คุณภาพอากาศต้องได้รับการปรับปรุง ต้องลดปริมาณขยะของเสียจากเมือง ย่านชุมชนต้องได้รับการฟื้นฟูชีวิตชีวา จากนั้นก็นำโครงการเล็กๆ ไปพบปะกับผู้คนในชุมชนโดยตรง เกิดเป็น ‘การสอดแทรกเข้าไปเป็นระยะๆ’ โครงการเล็กๆ ใช้งบประมาณน้อยและเกิดขึ้นได้ทันที และจะช่วยหล่อเลี้ยงความสนใจของผู้คน เพื่อต่อยอดให้กับโปรเจกต์ใหญ่ที่ใช้เวลาก่อร่างยาวนาน อาจเป็นสิบปีหรือร้อยปีกว่าจะเห็นผล
เพราะฉะนั้นกิจกรรม CALL จึงเกิดขึ้นในขอบเขตหลากหลายขนาด ตั้งแต่ระดับบุคคล อาคาร ถนน บล็อกถนน ย่าน เมือง ไปจนถึงระดับภูมิภาค เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่ไม่สำคัญ เพราะแต่ละโครงการมีเวทีและที่ทางของตัวเองที่จะช่วยสนับสนุนภาพวิสัยทัศน์ใหญ่ได้ทั้งหมด
ดังนั้นเพื่อความเข้าใจในรายละเอียด เราจะขอเล่าวิธีคิดและการทำงานของศิลปิน นักวิชาการ และเหล่าผู้เชี่ยวชาญผ่านโครงการสำคัญๆ ที่ช่วยกันพัฒนาเมืองให้โน้มเอนไปในเส้นเรื่องของโลกที่หายใจสะอาดมากขึ้น

ห้องทดลองของความหวัง
เมื่อแนวคิดเริ่มตั้งเค้า กิจกรรมการเดินส่งไม้ต่อให้กับเวิร์กชอป ร่างข้อเสนอ จนกลายมาเป็นโครงการ ในที่สุดการทดลองในพื้นที่เมืองก็เริ่มต้นขึ้น โครงการเด่นๆ ของ CALL มีตั้งแต่การทดลองสร้างฮับและพื้นที่สีเขียวบนถนนบรอดเวย์ทั้งเส้น โครงการทำแผนที่ไชน่าทาวน์ในแมนฮัตตันฉบับคนเดินเท้า โครงการทำแลนด์มาร์กให้ความรู้เรื่องน้ำในเมืองมิลวอกี โครงการกอบกู้และฟื้นฟูลำห้วยทิบบิตส์ในนิวยอร์ก
โครงการ Broadway: 1000 Steps หรือ ‘บรอดเวย์ 1000 ก้าว’ ริเริ่มขึ้นในปี 2013 และกลายเป็นรากฐานในการทำโปรเจกต์อื่นๆ ต่อมาของ CALL โครงการนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักนโยบาย ฯลฯ ที่มาช่วยเพิ่มมิติทางสังคมและประสบการณ์ให้กับการวิจัยและการวางผังเมือง
แนวคิดโครงการคือการตั้ง ‘ฮับ’ ต่างๆ 20 แห่ง กระจายไปตามเส้นถนนบรอดเวย์ ซึ่งเป็นถนนสายที่ยาวที่สุดของนครนิวยอร์ก เพื่อฉายภาพของถนนให้กลายเป็น ‘Green Corridor’ หรือ ‘ระเบียงสีเขียว’
นิทรรศการจัดวางต่างๆ ข้างทางคือพาไปสำรวจสอดส่องกระบวนการตัดสินใจมากมาย ทั้งในระดับย่อยและระดับใหญ่ ที่สร้างให้เกิดนิเวศเมือง ทำให้ผู้คนในเมืองเข้าใจเมืองของตัวเองมากขึ้นในมุมมองที่ซ่อนตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้เผยให้เห็นโครงข่ายขนาดใหญ่ของระบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดต่อการสร้างเมืองยั่งยืน
วลี ‘1000 ก้าว’ สื่อถึงพลังแห่งการกระทำแต่ละอย่างที่สั่งสมเข้าด้วยกัน ใจความหลักของโครงการคือการบอกว่าธรรมชาติมีอยู่ในทุกที่และเป็นสิ่งมีพลวัต แม้กระทั่งในเมือง และคนทุกคนต่างส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อธรรมชาติที่ว่านั้น
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือนิทรรศการนำร่องของโครงการบนถนนเส้นที่ 137 จัดแสดงเพื่อนำเสนอหลักปฏิบัติของแมรี่ มิส อย่างการใช้ ป้ายและรั้วสีเขียวอ่อนสดใส ที่ช่วยดึงความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมาให้เข้ามาที่ฮับ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและสร้างความตระหนัก หรือการติดตั้งกระจกโค้งติดข้อความ ชี้ไปยังวัตถุบนท้องถนน ทำให้ผู้มองได้เห็นเงาสะท้อนตัวเองภายในบริบทของสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นนั้น และแผนที่สำหรับเดิน แสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่แวดล้อมในย่านนั้นๆ ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และระยะห่างจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ก๊อกดื่มน้ำหรือที่ทิ้งขยะ
ไชนาทาวน์เป็นชื่อโครงการร่มใหญ่ที่ประกอบด้วยโครงการย่อยๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ย่านไชนาทาวน์ในแมนฮัตตัน ย่านที่เหล่าผู้อพยพจากเอเชียเข้ามาตั้งรกรากนานกว่าศตวรรษ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการถูกกีดกันแบ่งแยก และการก่อร่างตั้งรากฐานธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาเนิ่นนาน รวมทั้งผู้อพยพหน้าใหม่ที่เริ่มขยายขอบเขตชุมชนออกไป
CALL ได้ดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อสำรวจภูมิทัศน์ทั้งทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาในไชนาทาวน์ ในหัวข้อที่หลากหลาย มีตั้งแต่ระบบอาหาร ยาแพทย์แผนจีน ไปจนถึงการเสียความร้อนในบ้านอายุหลักร้อยปี
ตัวอย่างโครงการล่าสุด เช่น การร่วมทำแผนที่พื้นที่สาธารณะในไชน่าทาวน์ผ่านมุมมองของคนเดินเท้า ที่นำโครงการโดยไมลส์ จาง นักประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมและเมืองในอเมริกา และโครงการพาเดินสำรวจอาหารในไชนาทาวน์บนแผนที่อินเทอร์แอคทีฟ ผ่าน Chinatown Food System Storymap ซึ่งทำให้เห็นโครงข่ายของแหล่งที่มาอาหารซึ่งนำมาค้าขายในย่านไชนาทาวน์ จัดทำออกมาในรูปแบบสองภาษา อังกฤษ-จีน
โครงการ WaterMarks สร้างความตระหนักรู้เรื่องน้ำในมิลวอกี เกิดจากความร่วมมือระหว่าง CALL และพิพิธภัณฑ์ศิลปะอินเดียนาโพลิส เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดความเสี่ยงอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อ 2019 โครงการ WaterMarks จึงชวนชาวเมืองมิลวอกีซึ่งเป็นเมืองริมทะเลสาบมิชิแกน ให้มาเข้าใจและตระหนักรู้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้มากขึ้น ผ่านการศึกษาระบบจัดการน้ำของเมืองด้วยงานศิลปะจัดวาง คู่ขนานไปกับโครงการและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายในพื้นที่เมืองมิลวอกี
หนึ่งในศิลปะแลนด์มาร์กของโครงการ คือ การประยุกต์ใช้หอคอยปล่องควันขนาดใหญ่สูง 100 เมตรของเมืองมาใช้ส่งสัญญาณสี ซึ่งจะเป็นสีฟ้าเมื่ออากาศปลอดโปร่ง และเป็นสีแดงเมื่อคาดการณ์ว่าจะมีฝนตก ขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อลดการปนเปื้อนจากน้ำเสียที่ไหลรวมมากับน้ำฝน นอกจากนี้ยังมีการปักเสาหมุด 100 แห่ง ติดตั้งเลียบแม่น้ำไวต์ซึ่งยาวเกือบ 10 กิโลเมตร และหมุดแท่นตัวอักษรขนาดยักษ์บนยอดเสาสูง 7-12 เมตร ปักอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง
“สิ่งที่ฉันตระหนักได้ตั้งแต่ต้นก็คือ เมื่อไรที่คุณเริ่มพูดเรื่องน้ำ…คุณกำลังเชื่อมโยงประเด็นอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาในคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การศึกษา หรือความยุติธรรมทางสังคม” แมรี่ มิส กล่าวถึงแรงบันดาลใจของเธอที่ทำโครงการเกี่ยวกับน้ำอย่างโครงการ WaterMarks นี้ และอีกหลายๆ โครงการ
แม้ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาด้านวิศวกรรมอาจช่วยให้ความจำเป็นในการใช้เสาสัญญาสีจากปล่องควันนี้ลดลงไปแล้ว แต่โครงการนี้ก็ช่วยทำให้คนในพื้นที่ได้เข้าใจความสำคัญของระบบน้ำในเมืองมิลวอกีมากขึ้นในภาพรวม
โครงการกู้คืนลำห้วยทิบบิตส์ เป็นโครงการที่ CALL เป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกและพาร์ทเนอร์ที่มีจำนวนนับร้อย จุดประสงค์ของโครงการคือการฟื้นฟูทางน้ำธรรมชาติที่ถูกฝังกลบกลายเป็นทางน้ำเสียซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลักของปัญหามลพิษในแม่น้ำฮาร์เลม เนื่องจากน้ำเสียเหล่านั้นมักไหลทะลักปนเปื้อนเข้าไปในแม่น้ำ
โครงการริเริ่มโดยศิลปินและดีไซเนอร์ในย่านบรองซ์ วิธีการฟื้นฟูคือขุดเปิดทางน้ำนี้อีกครั้ง และเบนเส้นทางน้ำนี้ให้ทอดยาวไปตามรางรถไฟซึ่งถูกทิ้งร้างเข้าสู่แม่น้ำฮาร์เลม ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘daylighting’ ซึ่งจะทำให้น้ำสะอาดจากห้วยทิบบิตส์เบี่ยงเส้นทางหลบระบบระบายน้ำเสีย รองรับน้ำฝนที่ปริมาณล้นเกิน และช่วยทำให้เกิดพื้นที่สวนสาธารณะแนวยาวและเส้นทางเดินและปั่นจักรยานที่งดงาม
เพื่อรณรงค์โครงการ กิจกรรมศิลปะคู่ขนานมากมายจึงถูกออกแบบมาสนับสนุน เช่น Visions of Tibbetts Brook ซึ่งมานูเอล อาเซเบโด ช่างภาพและศิลปินเชิงแนวคิด ได้จัดกิจกรรมทำงานศิลปะในห้องเรียน 9 ครั้ง เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำและแนวชายฝั่งที่มีชีวิตจะช่วยปรับปรุงคุณภาพลุ่มน้ำได้อย่างไร
Tibbetts Estuary Tapestry กิจกรรมงานถักที่นำโดยอานา เดอ ลา กูเอวา และแมธธิว โลเปซ-เจนเซน ซึ่งชวนอาสาสมัครถึง 100 คนมาเย็บปักถักร้อยภาพจินตนาการพื้นที่สีเขียวทั่วย่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของบรองซ์ กิจกรรมนี้ช่วยกระตุ้นจินตนาการให้ผู้คน มองหาโอกาสและความเป็นไปได้ในการหาทางปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เมืองอย่างยั่งยืน
Estuary Tattoos ศิลปิน บ็อบ เบรน ได้ใช้ศิลปะวาดลายเส้น วาดเส้นทางน้ำแตกแขนงไปบนร่างกายของผู้อาศัยในย่านบรอนซ์ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้เข้าใจประวัติศาสตร์และหน้าตาของปากแม่น้ำย่านนี้ที่เคยเป็นมาในอดีต
โครงการต่างๆ ที่เล่ามานี้เป็นโครงการที่ดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2013 2016 หรือ 2017 และยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าการทดลองของพวกเขาจะสำเร็จหรือล้มเหลว คุณูปการอย่างหนึ่งที่ CALL ได้สร้างขึ้นแล้วในเมืองต่างๆ ก็คือ การปรับเปลี่ยนวิธีสื่อสารเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่โดยมากมักขับเคลื่อนด้วยความกลัว จนกลายเป็นความวิตกกังวลเชิงนิเวศ (eco-anxiety) สำหรับคนทั่วไป มาเป็นเรื่องราวแห่งความหวังและการสร้างแรงใจ ทำให้ผู้คนกล้าตั้งคำถาม และผนวกเอาศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้ามาลงมือทำและร่วมแก้ปัญหาที่เผชิญอย่างสร้างสรรค์
ที่มา
บทความ “BROADWAY: 1000 STEPS” จาก marymiss.com (Online)
บทความ “Broadway: 1000 Steps” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “CHINATOWN/cultural & ecological sustainability” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “RESCUING TIBBETTS BROOK” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “CALL/ WALKS” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “CALL/ FRAMEWORK” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “ESTUARY TATTOOS” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “Mapping the Waterways of Milwaukee with Mary Miss” จาก susansnodgrass.com (Online)
บทความ “Milwaukee’s WaterMarks Initiative Builds a Community Connection to Water” จาก metropolismag.com (Online)
บทความ “Pedestrian Observations: Mapping Manhattan Chinatown’s Public Realm” จาก cityaslivinglab.org (Online)
บทความ “CITY SUSTAINABILITY: MARY MISS’S CITY AS LIVING LAB” จาก static1.squarespace.com (Online)
อีบุ๊ก “Redesigning How We Live Together” จาก Public Art Review (Online)
อีบุ๊ก “DDC booklet: Creating a framework for sustainability and resilience” จาก City as Living Lab (Online)
เว็บไซต์ WaterMarks (Online)
Cover Photo: CALL / City as Living Laboratory










