Citizen Science: เพราะ ‘ความรู้’ ไม่ได้ถูกสร้างในห้องแล็บเพียงลำพัง

165 views
8 mins
August 3, 2026

          โลกที่เราคุ้นเคยกับภาพของ ‘นักวิทยาศาสตร์’ ในห้องทดลอง ใส่เสื้อกาวน์สีขาว กำลังจดบันทึกผลการทดลองอย่างเคร่งครัด เราอาจจะแทบไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าคนธรรมดาอย่างเรามีสิทธิ์สร้างความรู้แบบนั้นได้ไหม หรือวิทยาศาสตร์จะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เฉพาะ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ เท่านั้น แต่หลายปีที่ผ่านมา แนวคิดที่เรียกว่า ‘Citizen Science’ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนคำตอบของคำถามนั้นไปอย่างสิ้นเชิง

          Citizen Science คือแนวคิดที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการมีบทบาทผู้ร่วมสร้างความรู้ ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การตั้งคำถาม การวิเคราะห์ ไปจนถึงผลลัพธ์ของงานวิจัย 

          ตามนิยามของยุโรป Citizen Science คือการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในงานวิจัย ทั้งในรูปของแรงงาน ความรู้ หรือทรัพยากร เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีผลต่อสังคมจริง ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้กับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่แค่การวิธีทำวิจัยแบบใหม่

Citizen Science: เพราะ ‘ความรู้’ ไม่ได้ถูกสร้างในห้องแล็บเพียงลำพัง
Photo: EU-Citizen.Science

โครงสร้างทางความรู้อันมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

          หากมองจากภายนอก Citizen Science อาจดูเหมือนเป็นเพียงกิจกรรมที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในงานวิจัย แต่สำหรับยุโรปแนวคิดนี้กำลังถูกผลักดันให้เป็นโครงสร้างของระบบความรู้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

          โครงการ European Citizen Science (ECS) คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน มีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มจำนวนโครงการวิทยาศาสตร์ พร้อมมุ่งเน้นที่จะเพิ่มความแข็งแรงของชุมชน ผ่านการสร้างเสริมศักยภาพ (capacity building) และการสร้างการรับรู้ (awareness) ให้กับผู้คนในวงกว้าง 

          สิ่งที่น่าสนใจคือ ECS ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ หากต่อยอดจากความพยายามก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม eu-citizen.science หรือโครงการ Cos4Cloud ที่ได้วางรากฐานเอาไว้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ Citizen Science ในยุโรปเป็นสิ่งที่เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

          ในระดับปฏิบัติการก็ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่การสนับสนุนโครงการ เพราะยังได้เข้าไปออกแบบระบบสนับสนุนทั้งชุด ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การสร้างเครือข่าย European Citizen Science Ambassadors ในหลายประเทศ ไปจนถึงการจัดตั้ง Citizen Science Academy ที่เปิดหลักสูตรให้คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และทำโครงการได้ด้วยตัวเอง

          ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า 5Cs mission การทำงานของ ECS ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งระบบของ Citizen Science อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่การสนับสนุนโครงการรายชิ้น 

          เริ่มจากการ Creating and sharing หรือการสร้างและแบ่งปันข้อมูลและองค์ความรู้ เพื่อให้สิ่งที่ถูกค้นพบไม่หยุดอยู่แค่ในวงจำกัด แต่สามารถเข้าถึงและต่อยอดได้ในวงกว้าง 

          ต่อด้วย Capacity building ที่มุ่งพัฒนาทักษะของทั้งนักวิจัยและประชาชน ผ่านการฝึกอบรม เครื่องมือ และทรัพยากรที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถออกแบบและทำโครงการได้ด้วยตัวเอง 

          ในขณะเดียวกัน Common platform ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกลางที่เชื่อมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชุมชน หรือองค์กรนโยบาย 

          ส่วน Contributing to policy คือการผลักดันให้ Citizen Science เข้าไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ 

          และสุดท้าย Changing challenges into opportunities คือการใช้ Citizen Science เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนปัญหาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือความเหลื่อมล้ำ ให้กลายเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และการพัฒนาในอนาคต 

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า Citizen Science ในยุโรปได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากกว่าระดับโครงการ ด้วยการออกแบบระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักวิจัย ประชาชน และภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ 

ลงมือทำอย่างไรในชีวิตจริง

          หาก ECS คือภาพใหญ่ของการขับเคลื่อน Citizen Science ในระดับนโยบาย แพลตฟอร์ม eu-citizen.science ก็คือเครื่องมือที่ทำให้แนวคิดนั้นเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางที่รวบรวมทั้งโครงการ ฐานข้อมูล และองค์ความรู้เกี่ยวกับ Citizen Science จากทั่วทั้งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือชุมชน ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปสำรวจ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมได้โดยตรง

          นอกจากการเป็นคลังข้อมูล แพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่พัฒนาทักษะ ผ่านการอบรมและหลักสูตรต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถออกแบบและดำเนินโครงการ Citizen Science ได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับที่ซับซ้อนมากขึ้น

          ตัวอย่างเช่น บนแพลตฟอร์ม EU-Citizen.Science ผู้ใช้งานสามารถเริ่มต้นจากเนื้อหาพื้นฐานอย่างการทำความเข้าใจว่า Citizen Science คืออะไร และจะตั้งคำถามวิจัยอย่างไรให้เชื่อมโยงกับปัญหาในชีวิตจริง ก่อนจะขยับไปสู่หัวข้อที่เฉพาะทางมากขึ้น เช่น การออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลให้มีความน่าเชื่อถือ การเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลในการรวบรวมข้อมูล หรือการวิเคราะห์และสื่อสารผลลัพธ์ให้สาธารณะเข้าใจได้ง่าย

          ในหลายโมดูลยังครอบคลุมประเด็นสำคัญของ open science และ FAIR data ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการข้อมูลที่เน้นให้ข้อมูล ค้นหาได้ เข้าถึงได้ ใช้ซ้ำได้ และเชื่อมโยงได้ เพื่อให้ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นสามารถนำไปต่อยอดได้ในวงกว้าง 

แพลตฟอร์ม EU-Citizen.Science เป็นแหล่งข้อมูลและพื้นที่สำหรับ Citizen Science

          นอกจากนี้ โครงการ European Citizen Science ยังมีการพัฒนา Citizen Science Academy ที่รวบรวมหลักสูตรและทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เพื่อเสริมศักยภาพให้ทั้งนักวิจัยและประชาชนทั่วไปสามารถออกแบบและดำเนินโครงการของตนเองได้อย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนโยบาย ที่สำคัญคือหลักสูตรเหล่านี้ถูกออกแบบมาได้ครอบคุลมทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนธรรมดา สามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นครูที่อยากออกแบบการเรียนรู้เชิงวิจัย นักเรียนที่อยากสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือคนในชุมชนที่ต้องการตั้งคำถามกับปัญหาใกล้ตัว เช่น คุณภาพอากาศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ

          ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด คือโครงการ iNaturalist ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในยุโรป เปิดให้ผู้คนบันทึกสิ่งมีชีวิตรอบตัวผ่านภาพถ่ายและพิกัด GPS สิ่งเหล่านี้ไปได้ไกลกว่าการเป็นแค่ข้อมูลในแอปพลิเคชัน เพราะมันถูกนำไปใช้ในการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยนักวิทยาศาสตร์ติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในระยะยาว

iNaturalist แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ง่ายๆ ผ่านการสังเกตสิ่งรอบตัว

          อีกตัวอย่างคือโครงการ Luftdaten จากเยอรมนี ที่เปิดให้ประชาชนติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยตัวเอง และแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง ทำให้เกิดแผนที่มลพิษที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น ซึ่งในหลายกรณีถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

การดักจับและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศด้วย Luftdaten ร่วมกับ robonomics dapp

          ขณะที่บางโครงการเน้นมิติทางสังคม เช่น WeCount ที่เปิดให้คนในเมืองมีส่วนร่วมเก็บข้อมูลการจราจรและสภาพแวดล้อม เพื่อร่วมกันออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น

          ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Citizen Science สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน บนถนน ในชุมชน หรือแม้แต่หน้าบ้านของเราเอง ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องทดลอง หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของนักวิจัยเท่านั้น และเมื่อเครื่องมือ ความรู้ และโครงสร้างถูกออกแบบให้เข้าถึงได้มากพอ Citizen Science จึงกลายเป็นพื้นที่ของคนที่อยากตั้งคำถามกับโลกและลงมือหาคำตอบด้วยตัวเอง

WeCount มุ่งเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดเก็บข้อมูลด้านการจราจรละแวกบ้านของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การวางแผนจัดการเมืองให้น่าอยู่และปลอดภัยยิ่งขึ้น

หัวใจของ Citizen Science คือ Co-design

          แพลตฟอร์มนี้ได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการ co-design ที่เปิดให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการออกแบบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ Citizen Science ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีสิทธิ์ร่วมกำหนดว่า วิทยาศาสตร์ ควรถูกสร้างอย่างไร

          ถ้าการมีส่วนร่วม (participation) คือจุดเริ่มต้นของ Citizen Science สิ่งที่ยุโรปกำลังผลักดันให้ไปไกลกว่าการเปิดให้ประชาชนเข้ามาช่วยทำวิจัยนั้นคือ co-design หรือมีบทบาทตั้งแต่การออกแบบกระบวนการทั้งหมด ในโครงการ European Citizen Science (ECS) แนวคิดนี้ถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา ecosystem ของทั้งระบบ ตั้งแต่

  • การออกแบบบริการ (services) 
  • การกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญ (priorities) 
  • การพัฒนา workshop และ training 
  • ข้อเสนอเชิงนโยบาย 

          แนวคิด co-design ถูก ECS นำมาใช้จริงผ่านกระบวนการ workshop และ co-creation sessions ที่เปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมกันออกแบบ เมื่อผู้เข้าร่วมได้รับเชิญมาเพื่อให้ความคิดเห็น พวกเขาจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและทิศทางอนาคตของ Citizen Science ในยุโรป โดยข้อมูลที่ได้นี้ครอบคลุมทั้ง

  • รูปแบบกิจกรรมและเนื้อหา (innovation programme) 
  • การออกแบบพื้นที่และโครงสร้าง (architecture) 
  • ไปจนถึงรูปแบบการบริหารจัดการและความรับผิดชอบ (governance model) 

          กระบวนการนี้มักเริ่มจากการตั้งคำถามร่วมกัน เช่น ห้องสมุดหรือแพลตฟอร์มควรมีบทบาทอะไรในสังคม หรือ Citizen Science ควรตอบโจทย์ปัญหาแบบไหนในชีวิตจริง ก่อนจะพัฒนาไปสู่การทดลองแนวคิด (prototyping) และนำผลลัพธ์ไปใช้ต่อในการออกแบบระบบจริงในระยะยาว  

          co-design ใน Citizen Science เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เปิดให้ผู้ใช้งานเข้ามาปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเครื่องมือร่วมกันอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้แพลตฟอร์มและโครงการต่างๆ เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่ใช้งาน ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นก็มีแนวโน้มจะสะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้น

Citizen Science: เพราะ ‘ความรู้’ ไม่ได้ถูกสร้างในห้องแล็บเพียงลำพัง
Photo: EU-Citizen.Science

Citizen Science: เพราะ ‘ความรู้’ ไม่ได้ถูกสร้างในห้องแล็บเพียงลำพัง
Photo: EU-Citizen.Science

เมื่อความรู้กลายเป็นของส่วนรวม

          เมื่อมองภาพรวมของ Citizen Science ในยุโรป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการค่อยๆ เปลี่ยนสถานะของ ความรู้ จากสิ่งที่ถูกผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ และส่งต่อไปยังสาธารณะ ไปสู่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นร่วมกัน และกลับมาเป็นของสังคมอีกครั้ง

          ในโมเดลนี้ ความรู้จึงเป็นมากกว่าผลลัพธ์ของกระบวนการ เพราะยังเป็นทรัพยากรร่วมที่ผู้คนสามารถเข้าถึง ใช้งาน และต่อยอดได้ แนวคิดเรื่อง open science และ FAIR data ที่ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างของแพลตฟอร์มยุโรป ยิ่งทำให้ความรู้ไม่ถูกปิดกั้นอยู่ในฐานข้อมูลหรือสถาบันแต่เปิดให้หมุนเวียน และถูกใช้ซ้ำในบริบทใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ในหลายโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนสามารถสร้างข้อมูลที่มีความละเอียดและทันเวลา จนถูกใช้เติมเต็มช่องว่างของข้อมูลภาครัฐได้จริง โดยเฉพาะในประเด็นอย่างคุณภาพอากาศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ 

          ในสหราชอาณาจักร ตัวอย่างหนึ่งของโครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ที่มีอาสาสมัครมากกว่า 7,000 คน ร่วมกันเก็บข้อมูลจากแหล่งน้ำกว่า 4,000 แห่ง พบว่ากว่า 60% ของแหล่งน้ำมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ข้อมูลเหล่านี้ได้นำไปใช้เป็นหลักฐานในการตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อรัฐ ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่าง iNaturalist ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกนับล้านคน ก็ช่วยสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ขนาดใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในระยะยาว

          ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า Citizen Science ได้สร้างข้อมูลจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของผู้คน และนั่นทำให้ความรู้ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงโลก ในระดับที่จับต้องได้

          ท้ายที่สุดแล้ว Citizen Science อาจไม่มีคำตอบสำหรับทุกปัญหา สิ่งที่มันกำลังทำ คือการตั้งคำถามใหม่กับสังคมว่า เราจะสร้างความรู้ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ด้วยวิธีแบบเดิมต่อไปได้จริงหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้ว ที่ความรู้จะถูกสร้างขึ้น ‘โดยผู้คน’ ตั้งแต่ต้นทาง

Citizen Science: เพราะ ‘ความรู้’ ไม่ได้ถูกสร้างในห้องแล็บเพียงลำพัง
Photo: EU-Citizen.Science


ที่มา

เว็บไซต์ European Citizen Science (Online

เว็บไซต์ GO FAIR (Online

บทความ “Report on the ECS participatory selection workshops” จาก zenodo.org (Online)

Cover Photo: John Hunt, Earthwatch.

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก