ออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

708 views
9 mins
July 14, 2025

          ว่ากันว่านับวันประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

          การศึกษาโครงการ The Urban Age Project ของ London School of Economics ระบุว่า ภายในปี 2050 หรืออีก 20 กว่าปีข้างหน้า ประชากรโลกกว่าร้อยละ 75 จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ตัวเลขนี้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเทียบกับตัวเลขปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราวร้อยละ 50 และยิ่งย้อนเวลาไปช่วงปี 1900 เราจะพบว่ามีประชากรเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในเมือง

          ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากผู้คนที่ย้ายจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่เมืองเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสในชีวิต ซึ่งในทางกลับกันก็คือ เรากำลังจะเจอสภาวะที่ความเป็นเมืองกระจายเข้าสู่พื้นที่ชนบทแบบเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ

          พอนึกภาพเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัดและหลากหลาย ความท้าทายหลายข้อก็จะติดสอยห้อยตามมา เช่น การจัดสรรทรัพยากรให้ทั่วถึงเป็นธรรม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การสร้างเมืองปลอดภัยให้กับทุกคน และประเด็นคุ้นหูคุ้นตาเหล่านี้ชวนให้หวนนึกถึง เจน เจคอบส์ (Jane Jacobs) นักขับเคลื่อนเมืองและผู้เขียนหนังสือระดับตำนานตั้งแต่ปี 1961 อย่าง The Death and Life of Great American Cities 

          เจนเชื่อเหลือเกินเรื่องการสร้างเมืองที่มีชีวิตชีวาด้วยผู้คน

          ถ้าจะให้อธิบายแนวคิดของเจนแบบสั้นกระชับ คือเธอให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบนโยบาย ซึ่งถือว่าแปลกใหม่และท้าทายในยุคสมัยที่นโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down policies) เป็นใหญ่ 

          เธอวิพากษ์วิจารณ์นักวางผังเมืองในยุคนั้น (1950s) ว่าการออกแบบที่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเมือง เช่น วัฒนธรรมการใช้รถ กลับสร้างผลเสียต่อประสบการณ์การใช้ชีวิตของมนุษย์ เจนสนับสนุนและส่งเสริมองค์ประกอบเมืองที่ชวนผู้คนให้ออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะมากกว่า เพราะนั่นคือการเมืองมีความหลากหลายของผู้คน รักษาความเป็นย่านและชุมชนเอาไว้ท่ามกลางการขยายตัวของเมือง

          “เมืองจะมอบอะไรให้กับทุกคนได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างมันขึ้นมาเท่านั้น” วรรคทองในหนังสือชิ้นโบว์แดงของเจนสะท้อนแนวคิดของเธอได้เป็นอย่างดี

          ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษนับจากวันที่หนังสือตีพิมพ์ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในบางพื้นที่แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามตำราของเจนทั้งหมด ทฤษฎีบางส่วนของเธอถูกหักล้างไปบ้าง แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะบริบทเมืองในวันนั้นกับวันนี้แตกต่างกันไม่น้อย 

          ทว่า ในภาพรวม แนวคิดของเธอที่ว่าด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลายเพื่อเมืองที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นตึกที่มีหลากหลายกิจกรรม (Mixed-Use) สวนสาธารณะ ทางเท้า ร้านรวงขนาดเล็กที่ให้ออกแบบมาให้ผู้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ยังคงคลาสสิกร่วมสมัย จนเธอได้ชื่อว่าเป็นแม่แบบด้านการออกแบบผังเมืองของสถาปนิก นักวางผังเมือง และนักเคลื่อนไหวด้านเมืองมากมาย 

          เมื่อมีการพูดถึงนักคิดสายพัฒนาเมืองที่ทรงอิทธิพลทีไร เจนจึงยังคงติดอันดับต้นๆ เสมอ ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว (2023) เว็บไซต์ Planetizen ได้จัดทำแบบสำรวจเรื่อง 100 นักพัฒนาเมืองที่มีอิทธิพลสูงสุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งก็ยังไม่มีใครล้มแชมป์นามว่า เจน เจคอบส์ไ ด้ตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการทำแบบสำรวจในทำนองเดียวกันนี้ 

          หนึ่งปีก่อนที่เจนจะเสียชีวิต (2005) เธอและเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคน ทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และนักปฏิบัติได้ก่อตั้ง Center For The Living City ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่าต้องสร้าง “เมืองที่มีชีวิตชีวา ปรับตัวได้ และเท่าเทียม สร้างโดย และสร้างเพื่อทุกคน” ดังนั้น บรรดากิจกรรมที่ศูนย์ฯ วางแผนและดำเนินการจึงตั้งอยู่บนหลักคิดของเจนมาจนถึงปัจจุบัน เดินหน้าภารกิจต่างๆ ที่มุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองและการสร้างผู้นำ การคิดนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเมืองอย่างสร้างสรรค์ และการขยายกรอบความเข้าใจเรื่องเมืองร่วมสมัย อันจะนำมาซึ่งความยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

          ไปสำรวจกันว่า Center For The Living City ทำเรื่องนี้ได้ดีขนาดไหน

เพราะคนคือหัวใจ หัวใจเรื่องเมืองจึงเป็นเรื่องการสร้างคน

          “สร้างแรงบันดาลใจให้เกิด การมีส่วนร่วม และ ความเป็นผู้นำ ของภาคประชาชน” คือภารกิจที่ทางศูนย์ฯ ประกาศไว้

          พวกเขาเชื่อเสมอว่าไม่มีใครจะเข้าใจและจัดการปัญหาได้ดีกว่าคนในพื้นที่เอง เพราะตัวเจนก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นจริงเป็นจังจากเรื่องที่เกี่ยวกับย่านของเธอเช่นกัน

           ย้อนกลับไปตอนที่เจนกำลังเขียนหนังสือระดับตำนาน เธอจำเป็นต้องชนกับเจ้าหน้าที่ผังเมืองนามว่าโรเบิร์ต โมเซส (Robert Moses) โครงการในมือโรเบิร์ตคือการสร้างทางยกระดับสี่เลนที่จะตัดลงตรงใจกลางสวนวอชิงตัน สแควร์ (Washington Square) กลางใจชุมชนของเธอในหมู่บ้านกรีนนิช (Greenwich Village) เจนโกรธเกรี้ยวเพราะการสร้างทางยกระดับนั้นจะต้องแลกกับชุมชนและพื้นที่รวมตัวของผู้คน 

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ
Photo: Jacobs protest

          แรงผลักนี้จึงปลุกเลือดนักสู้ในตัวเจน เธอเริ่มประท้วงและล่ารายชื่อเรียกร้องจนคนในพื้นที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทางยกระดับ จากนั้นก็กระตุ้นให้ทุกคนช่วยกันเขียนจดหมายถึงผู้นำชุมชนเกี่ยวกับความกังวลของพวกเขา พลังชาวนิวยอร์กเกอร์ในวันนั้นสะท้อนให้เห็นผ่านการถล่มส่งโปสต์การ์ด 30,000 ฉบับให้กับทางการ เพื่อเรียกร้องให้ยับยั้งการสร้างทางยกระดับนี้ 

          เส้นทางอาจจะไม่ได้เรียบง่ายในแรกเริ่ม แต่แม้ว่าเจนถูกจับกุมและถูกตั้งข้อกล่าวหา ท้ายที่สุดข้อเรียกร้องที่ว่าก็บรรลุผล

Center For The Living City… 
การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ
Author and activist Jane Jacobs at a community meeting in Greenwich Village’s Washington Square Park in 1963
Photo: Fred W McDarrah

          ถ้าเจนเคลื่อนไหวเรื่องย่านของเธอสำเร็จ อาจมีใครอีกหลายคนทั่วโลกที่ลุกมาทำงานเคลื่อนไหว สร้างการเปลี่ยนแปลงในบ้าน ย่าน เมือง ของตัวเองได้เช่นกัน Center For The Living City จึงตั้งใจสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ผ่านสองโปรแกรมหลักๆ หนึ่งในนั้นคือ การให้ทุนเยาวชนผู้สนใจอยากเปลี่ยนแปลงเมือง OBSERVATION & ACTION NETWORK (OAN) Grants Program 

          ปรากฏการณ์แบบเรื่องของ เจน เจคอบส์ เกิดขึ้นมาเนิ่นนาน และโลกยังคงมองหานักเปลี่ยนแปลงระดับตำนานในด้านต่างๆ อยู่เสมอ 

          Center For The Living City เองก็เล็งเห็นว่าที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่นักเคลื่อนไหววัยหนุ่มสาวจุดติดพลังการขับเคลื่อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกรต้า ธุนเบิร์ก (Greta Thunberg) ที่เอาจริงเอาจังด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ออทัมน์ เพลเทียร์ (Autumn Peltier) ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศแคนาดา การเปิดพื้นที่เพื่อสร้างและส่งเสริมผู้นำประเด็นเมืองหน้าใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเยาวชนนี่แหละคือคนที่ช่วยประคับประคองให้ก้าวเมืองผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้

          ทุน OAN ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการจากเยาวชนในประเทศอินเดีย โดยริเริ่มในปี 2020 ซึ่งมีโครงการส่งข้อเสนอมาถึง 42 โครงการ และได้รับทุนไป 3 โครงการ โดยปีต่อมา ทุน OAN ได้รับความสนใจมากขึ้นหลายเท่า เพราะมีโครงการสมัครเข้ามาถึง 150 โครงการ แต่มีเพียง 5 โครงการที่ได้ไปต่อ 

          การเดินเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน ดังนั้นคนที่จะได้ไปต่อจึงต้องเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนเท่านั้น พวกเขาต้องสามารถระบุความต้องการ ความท้าทาย และโอกาสในชุมชนได้อย่างตรงจุด พร้อมเสนอไอเดียการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

           ที่ผ่านมาโครงการที่ได้ทุนเสนอทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองชัดๆ เช่น การปรับปรุงกายภาพถนนให้เหมาะกับการเป็นพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัยของเด็กในชุมชน ไปจนถึงประเด็นที่ไกลกว่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วการพัฒนาเมืองคือร่มใหญ่ของการพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การส่งเสริมทักษะอาชีพเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ หรือการเปิดพื้นที่ให้คนข้ามเพศได้มีตัวตน ได้รับการยอมรับผ่านการทำแคมเปญต่างๆ OAN จึงมุ่งเป้าไปที่การให้ทุนกับนักเรียนที่หลงใหลใฝ่รู้ไปกับการเปลี่ยนแปลงเมืองของตนเองเพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยหวังว่าจะสร้างเครือข่ายที่ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถระบุปัญหาและการหาทางออกของความท้าทายที่มีต่อเมืองได้

            ผู้นำที่ดีสร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์ และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น การฝ่าฟันอุปสรรคก็อาจจะเติบโตไปตามอายุของเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน Orange People Project  คือหนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่ได้รับทุน OAN ไปเมื่อปี 2020 โดยมีแนวคิดหลักว่าอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในที่นี้คือเมืองนาคปุระ (Nagpur) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นับว่าโหดหินทีเดียว เพราะเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูง ชาวบ้านแทบจะแก้ไขปัญหาหลายด้านเองไม่ได้เลยถ้าไม่มีกฎหมายหรือกฎหมู่บางประการมาคอยช่วยเหลือ

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ
Photo: Orange People Project

            Orange People Project จึงเริ่มจากการเฟ้นหาประเด็นให้คนในชุมชนได้มาลองแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็น โดยหยิบยกเรื่องพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านอาชญากรรมขึ้นมาก่อน ผู้รับทุนได้ลองพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น ชวนคนมาปักหมุดแผนที่ ทำแบบสำรวจทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เพราะอยากเข้าถึงคนให้ได้มากที่สุด นำไปสู่การเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัยของเมือง จนสามารถถอดรูปแบบบางอย่างเกี่ยวกับอาชญากรรมในเมืองได้ อีกทั้งยังได้ไอเดียที่สามารถเสนอต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ถือเป็นการยกระดับการวางแผนพัฒนาเมืองไปอีกขั้น

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ
Photo: Orange People Project

          ซาเฮน่า ข่าน (Shahena Khan) หนึ่งในคณะกรรมการที่ตัดสินให้ทุนโครงการนี้ให้ความเห็นว่า Orange People Project มุ่งเน้นไปที่แง่มุมที่เป็นหัวใจในการสร้างเมือง นั่นคือ “เพื่อประชาชน โดยประชาชน ร่วมกับประชาชน” โครงการนี้ชี้ชัดถึงความจำเป็นในการสร้างพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้อยู่อาศัยกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันพัฒนาเมืองที่ครอบคลุม ซึ่งน่าคิดต่อว่าโครงการนำร่องในลักษณะนี้จะสามารถฝังรากลงไปในระบบนิเวศของพลเมือง สถาบัน และการบริหารเมืองเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างไร”

Observe Program: เพราะเจนเริ่มต้นจากการสังเกตุ

          อีกหนึ่งโครงการที่ศูนย์ดำเนินการคือ Observe Program โครงการนี้สนับสนุนการใช้ ‘การสังเกต’ เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจความเป็นไปของเมืองที่อยู่อาศัย เจนเป็นตำนานถึงทุกวันนี้ได้โดยไม่ได้อาศัยใบปริญญาด้านผังเมือง เธอเป็นนักข่าวเสียด้วยซ้ำ แต่เครื่องมือสำคัญที่ทำให้เธอคิดทฤษฎีได้เป็นรูปเป็นร่างคือ การสังเกต ประสบการณ์ และการสัมภาษณ์ผู้คนที่หลากหลาย

          Observe Program จึงเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง เพราะเจนเองก็เป็นตัวแทนของนักสู้หญิงเด็ดเดี่ยวท่ามกลางสังคมชายเป็นใหญ่ในวงการผังเมือง ในยุคนั้น เราปฏิเสธได้ยากว่าเพศหญิงได้รับการยอมรับทางสังคมน้อยกว่าในหลายๆ วงการ ทั้งยังต้องรับผลกระทบที่ฝังรากลึกในจิตใจจากพฤติกรรมที่กีดกันความเป็นหญิงจนทำให้พวกเธอส่งเสียงออกมาได้ยาก

          Observe Program จึงออกแบบให้มีการส่งเสริมมิติด้านเพศเข้ามาด้วยโดยใช้เจนเป็นตัวกลาง เริ่มต้นจากการให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติของเจนก่อนแบ่งเป็นบทสั้นๆ สลับกับการถามคำถามกลับให้แต่ละคนชวนคิด ชวนสังเกต และสะท้อนเรื่องราวของตัวเอง และหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนได้ว่าพวกเขาสังเกตเห็นอะไรในชุมชน ชอบหรืออยากอนุรักษ์สิ่งไหน มีข้อกังวลเรื่องใดบ้าง ท้ายที่สุดคือพวกเขามีแนวทางในการพัฒนาปัจจัยเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมามีคนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 400 คน

          พอลลีน ผู้นำกลุ่ม Observe ในเมืองเล็กซิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ได้เขียนบันทึกเล่าประสบการณ์ของกลุ่มพวกเธอในเดือนพฤศจิกายน 2020 ว่า เด็กๆ ชั้นป.4 ได้สังเกตเรื่องทางสำหรับคนพิการ โดยพบว่าทางเข้าส่วนใหญ่จะมีการทำเครื่องหมายให้เห็นได้ชัด แต่ทางเข้าเหล่านั้นมักอยู่ด้านหลังของอาคาร พวกเธอจึงรู้สึกว่าการเข้าถึงของผู้พิการนั้นถูกซ่อนอยู่หรือถูกแยกออกไป ดังนั้นการมีป้ายต้อนรับที่ชัดเจนหรือมีการย้ายตำแหน่งทางลาดให้เหมาะสมคือสิ่งที่ควรแก้ไขมากกว่า

          จากนั้นเด็กๆ จะได้เรียนรู้การทำแผนที่จากศูนย์ศิลปะของท้องถิ่น ออกเดินสังเกตเมือง และกลับมาทำแผนที่พัฒนาการออกแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองคนพิการ (American with Disabilities Act) เมื่อกิจกรรมสิ้นสุด งานของพวกเธอยังได้ถูกติดตั้งบนบอร์ดของศูนย์ศิลปะอีกด้วย

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ระหว่างกิจกรรมเดินสำรวจเมือง เด็กๆ ได้เห็นการประท้วงในพื้นที่สาธารณะโดยบังเอิญ พวกเขาจึงได้เห็นภาพการมีส่วนร่วมของพลเมืองกับพื้นที่ทางกายภาพมากขึ้นด้วย

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

Observe Scranton เทศกาลเมือง ณ บ้านเกิดของเจน

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

          เจน เจคอบส์ รับบทเป็นศูนย์กลางของการเดินเมืองตลอดชีวิตของเธอ แม้แต่ในวันที่เธอไม่อยู่แล้วเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับการเดินเมืองต่างๆ ก็ยังคงเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเจน 

          Center For The Living City จัดเทศกาลรายสองปี ณ เมืองสแครนตัน (Scranton) บ้านเกิดของเจน นามว่า Observe Scranton เพื่อแพ็กรวมหลากหลายกิจกรรม นิทรรศการด้านการศึกษาเมือง และการออกแบบต่างๆ ที่หมุนรอบความเป็นเจน 

          Center For The Living City รับบทเป็นแม่งานก็จริง แต่เทศกาลนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีเครือข่ายอีกมากมายร่วมสนับสนุน ในงานมีตั้งแต่กิจกรรมกึ่งๆ วิชาการที่จัดโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยแมรีวูด อย่างการจัดแสดงปัญหาของการวางผังเมืองในช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งสามารถถอดบทเรียนออกมาเป็นบทเรียนการวางผังเมืองในยุคปัจจุบัน หรือมีกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการที่สถาปนิกรุ่นใหม่ใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบ ไปจนถึงการจัดแสดงภาพวาดบุคคลฝีมือศิลปินระดับภูมิภาค 

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

          อีกหนึ่งตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจของปี 2021 คือ Electric Jane ซึ่งความน่าสนใจของงานนี้อยู่ที่การเล่นกับประวัติศาสตร์ของเมือง สแครนตันได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เมืองไฟฟ้า’ มาแต่ไหนแต่ไร เพราะเป็นเมืองแรกๆ ที่มีไฟฟ้าใช้บนถนนและภายในบ้าน โดยเป็นไฟที่มาจากอุตสาหกรรมเหมืองในพื้นที่ แต่มีช่วงหนึ่งที่เมืองต้องประสบกับความโล่ง ล้าง ว่างเปล่า เพราะเหมืองและอุตสาหกรรมการผลิตปิดตัวลง ผู้คนจึงย้ายออกจากพื้นที่ หลงเหลือไว้เพียงเมืองที่เต็มไปด้วยความรกร้างว่างเปล่า

          Electric Jane จึงเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงแผนการฟื้นฟูเมืองสแครนตันโดยเติมตึกแถวสำหรับการอยู่อาศัยเข้าไปในพื้นที่ว่าง และที่อยู่อาศัยเหล่านั้นยังมีราคาจับต้องได้และสร้างจากแนวคิดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงเมืองอันเป็นที่ปรารถนา ปลอดภัย และชุมชนที่มีชีวิตชีวา 

Jane Jacob’s Walk ทั่วโลกต้องเดินมองเมืองเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ
Photo: Jane’s Walk photo courtesy of MAS

          เจนไม่ใช่คนที่อินกับการนั่งรถยนต์นัก ข้อเท็จจริงประการนี้ชัดแจ้ง เธอจึงอินกับการเดินเป็นพิเศษ การเดินยังเป็นวิธีที่ทำให้เธอสังเกตุและเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ครบทุกเม็ด ดังนั้น เจนจึงเชื่อว่า ‘การเดิน’ จึงเป็นเรื่องที่สอนกันได้…และเป็นเรื่องสนุกด้วย

          นักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ จานิน เบนิอุส (Janine Benyus) เคยกล่าวถึงเจนไว้ว่า “เจน จาคอบส์เป็นคนจับแพทเทิร์นต่างๆ ได้ เธอเป็นผู้หญิงสุดอดทนที่สามารถนั่งจ้องชีวิตธรรมดาๆ ได้เป็นร้อยๆ รอบ เธอจะหันศีรษะไปทางนั้นที ทางนี้ที เฝ้าดูและเฝ้ารอความคลุมเครือต่างๆ ด้วยความอดทน ซึ่งเรื่องเหล่านั้นคนส่วนใหญ่อาจจะด่วนสรุปแบบผิดๆ ไปแล้ว” 

          กิจกรรม เจน จาคอบส์ วอล์ก ริเริ่มขึ้นในฐานะกิจกรรมระลึกถึงเจน งานแรกจัดขึ้นที่เมืองโตรอนโตซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายที่เธอใช้ชีวิต จากนั้นกิจกรรมเดินเมืองในลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในนิวยอร์กปี 2007 ขยายใหญ่ขึ้นสู่แปดเมืองในแคนาดาในปี 2008 และต่อมาในปี 2016 ก็ได้ขยายใหญ่ไปทั่วโลก ผุดขึ้นใน 212 เมือง 36 ประเทศ โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมเพราะเป็นช่วงใกล้วันเกิดเธอ 

          โปรแกรมต่างๆ ที่เล่ามาจึงเปรียบเสมือนการถอดวิถีชีวิตสุดโปรดของเจนมาให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดย Center For The Living City ไม่ได้จัดกิจกรรมขึ้นเอง แต่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางเปิดพื้นที่ให้ทั้งคนที่อยากจัด และอยากเข้าร่วมมาพบเจอกัน โดยยึดหลักการเดิมว่าด้วยการมอบหมายให้คนในพื้นที่เป็นตัวตั้งตัวตี เพราะเจนเชื่อเหลือเกินว่าผู้อยู่อาศัยในพื้นที่นั่นแหละคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าย่านของพวกเขามีลักษณะอย่างไร ขับเคลื่อนอย่างไร และมีอะไรที่ต้องพัฒนาอะไรอีกบ้าง

          บนเว็บไซต์ระบุไว้ว่า “ภารกิจของกิจกรรมนี้คือการช่วยให้คนได้เดิน สังเกต และเชื่อมโยงกับชุมชนและสภาพแวดล้อม การเดินสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะมันทำให้สมาชิกในชุมชนได้ค้นพบและตอบสนองต่อความซับซ้อนของเมืองและสภาพแวดล้อมผ่านการสังเกตของตนเองและส่วนรวม”

          กิจกรรมการเดินไม่ได้จำกัดแค่เรื่องที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเท่านั้น มันอาจจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์สังคม หรือประเด็นเกี่ยวกับผังเมืองที่ผู้อยู่อาศัยได้รับผลกระทบก็ได้ 

Center For The Living City… การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ

          ในออสเตรเลียปี 2023 เมืองเมลเบิร์นจัดงาน Jane Jacobs Walk Gertrude Street ย่านฟิตซ์รอย (Fitzroy) ที่นอกจากจะเป็นการเดินเพื่อระลึกถึงจิตวิญญาณของเจนแล้ว ไฮไลต์ของการเดินก็อยู่ที่การศึกษาประวัติศาสตร์ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวอะบอริจินและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส (Aboriginal and Torres Strait Islander People) 

          ผู้เข้าร่วมสามารถรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านทางแอปพลิเคชันโดยชนเผ่าพื้นเมือง และสามารถเดินไปฟังเรื่องราวย้อนกาลเวลาไปพร้อมๆ กันได้ โดยกิจกรรมนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยเพิ่มความรู้ ความเห็นอกเห็นใจ ความเคารพในกันและกัน และเชื่อมต่อกับชุมชน

          หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง คือเมืองบัลติมอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่จัดกิจกรรมเดินเมืองในแบบฉบับของเจน ณ สวนแพทเทอร์สัน (Patterson Park) และพูดคุยเกี่ยวกับทฤษฎีของเจนว่าด้วยเรื่องสวน

          เจน เจเคอบส์เขียนไว้ในหนังสือ The Death and Life of Great American Cities ว่า

          “โดยปกติแล้วสวนสาธารณะในย่านหรือสวนในพื้นที่เปิดโล่งเป็นสถานที่ที่สร้างมาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับประชากรผู้ขาดแคลนในเมืองต่างๆ แต่ลองเปลี่ยนความคิดนี้ดูสิ สวนสาธารณะในเมืองต่างหากที่เป็นฝ่ายขาดแคลนและต้องการให้ผู้คนชื่นชมและเข้ามาใช้ชีวิต นี่ต่างหากที่เป็นความจริง เพราะการที่ผู้คนออกมาใช้สวนสาธารณะนี่แหละที่พิสูจน์ว่าการสร้างสวนสาธารณะขึ้นมาประสบความสำเร็จ หากไม่มีการใช้งานก็จะถือว่าสวนนั้นล้มเหลว”

          สำหรับกิจกรรมเดินเมืองที่สวนแพทเทอร์สัน ผู้ใช้ประโยชน์จากย่านและชมรมต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันว่าว่าพวกเขาใช้สวนนี้เพื่อกิจกรรมใดบ้าง แต่ละคนจะสร้างประโยชน์กลับคืนให้สวนได้อย่างไร แล้วจะรักษาสวนสีเขียวนี้ให้มีชีวิตชีวาและปลอดภัยได้อย่างไร ซึ่งที่สวนนี้จัดกิจกรรมในนาม Jane Jacob’s Walk มาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง

          นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เฉพาะของการเดินแต่ละครั้ง Center For The Living City มีเป้าหมายเรียบง่าย นั่นคือ การเดินจะเป็นตัวกระตุ้นให้คนได้ออกสำรวจทางเท้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดทางเลือกในการเดินทางอื่นๆ และเป็นเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย 

          ท้ายที่สุดแล้วกายภาพของเมืองก็สัมพันธ์กับความน่าเดินของสภาพแวดล้อม และสุขภาพของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และงานเมืองเป็นเรื่องของผู้คน เราจึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางเพื่อเกาะเกี่ยวผู้คนจำนวนมากเอาไว้ร่วมกัน

          Center For The Living City จึงจับมือกับทั้งภาคประชาสังคมและภาคเอกชนต่างๆ แม้สำนักงานจะอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ขอบเขตงานของศูนย์กว้างขวางกว่านั้น เช่น โครงการ OAN ที่ให้ทุนนักเปลี่ยนเมืองก็เริ่มที่ประเทศอินเดีย และทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในพื้นที่และองค์กรระดับสากลอย่าง NASA India และกลุ่ม The Urban Design Collective ยังมีอีกหลายโครงการที่ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยด้านสถาปัตยกรรมและผังเมือง หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา เช่นการก่อตั้ง Living City Lab‘ ในมหาวิทยาลัยแมรีวูด ที่เป็นห้องทดลองให้นักเรียนได้ออกแบบพื้นที่สาธารณะต่างๆ ได้ทำงานร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับท้องถิ่น โดยเป้าหมายไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังหลอมรวมนักเรียนจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านธุรกิจ พยาบาล การบิน และศิลปะ เข้าร่วมฟังการบรรยาย และได้ศึกษาความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดพัฒนาเมืองแบบเจนติดตัวไปด้วย

          มาจนถึงตรงนี้ เราเห็นถึงความพยายามของ Center For The Living City ในการหว่านเมล็ดพันธุ์ต่างๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคน สร้างเครือข่าย หรือสร้างความเข้าใจเรื่องเมืองตามแบบฉบับของเจน การเปลี่ยนความสามัญให้กลายเป็นวิสัยทัศน์ เช่น การเดินดูเมืองในทุกวัน

          หากโครงการ สถาบัน หรือนักเปลี่ยนเมืองเกิดเติบโตและผลิดอกออกผล มันก็อาจจะช่วยให้โลกรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับความเป็นเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ 

          “การออกแบบเมืองในฝันเป็นเรื่องง่าย แต่การรื้อสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ต้องใช้จินตนาการ”

          เจน เจคอบส์บอกไว้แบบนั้น


ที่มา

เว็บไซต์ Observe Scranton (Online)

เว็บไซต์ Center for the Living City (Online)

เว็บไซต์ Jane Jacobs Walk (Online)

เว็บไซต์ Yalinguth (Online)

บทความ “Urbanization trends” (Online)

บทความ “The 100 Most Influential Urbanists, Past and Present” (Online)

บทความ “Spotlight: Jane Jacobs” (Online)

เอกสาร “THE OBSERVATION & ACTION NETWORK (OAN)

2021 GRANTS PROGRAM” (Online)

เอกสาร “Observe! Resource Guide” (Online)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก