ลองนึกถึงหนังสือนิทานสำหรับเด็กน่ารักๆ หลายเล่มเป็นภาพสี มีเรื่องเล่าเสริมสร้างพัฒนาการที่เหล่าพ่อแม่เห็นแล้วก็คงอยากมีไว้ติดบ้านให้ลูกอ่าน
คุณคิดว่าหนังสือเหล่านี้จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไร
ไม่แปลกถ้าหนังสือนิทานเล่มหนึ่งจะราคาสูง เพราะมีทั้งต้นทุนการทำงานตั้งแต่นักเขียน นักวาดภาพประกอบ นักออกแบบ บรรณาธิการ และยังมีค่าพิมพ์สี่สี รวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการจัดจำหน่ายที่อาจตามมาและต้องคำนวณเผื่อไว้ในราคาปก
แต่น่าเสียดายไม่ใช่หรือ หากต้นทุนที่สูงนั้นจะทำให้ราคาอยู่ในระดับที่หลายครอบครัวเห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ ตัดใจ แล้วจูงลูกๆ เดินผ่านไป
นี่คือสิ่งที่ Book Dash องค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อส่งเสริมการอ่าน กังวลกับสถานการณ์การอ่านของเด็กในแอฟริกาใต้เช่นกัน พวกเขาบอกว่าในแอฟริกาใต้ ครัวเรือนที่มีเด็กเล็กมากถึงสองในสามกลับไม่มีหนังสือนิทานในบ้านสักเล่ม เนื่องมาจากระบบการผลิตและจำหน่ายหนังสือที่ยุ่งยากซับซ้อน สุดท้ายเด็กๆ จึงไม่อาจเข้าถึงหนังสือนิทานเหล่านี้ได้ หรือก็เข้าถึงได้จำกัด ซึ่งนั่นทำให้ประเทศและเด็กๆ เสียโอกาสทางการศึกษาไปมากมาย
คนทำหนังสือร่วมก่อการ
“เด็กทุกคนควรได้ครอบครองหนังสือ 100 เล่มก่อนอายุถึงห้าขวบ” คือวิสัยทัศน์ของชาว Book Dash
องค์กรนี้ก่อร่างขึ้นเมื่อปี 2014 เมื่อเหล่าเพื่อนๆ ซึ่งทำงานในแวดวงสิ่งพิมพ์ มาร่วมกันทำโปรเจกต์ทดลอง นำความสามารถที่แต่ละคนมีมาผสมผสานรวมกันเพื่อสร้างสรรค์หนังสือนิทานแอฟริกันที่มีคุณภาพสูงแต่ราคาเข้าถึงได้ ผลิตจำนวนมากเพื่อกระจายให้ทั่วทั้งประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรม Book Dash หรือการทำหนังสือภายในกรอบเวลาจำกัดแบบงาน Hackathon จัดเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2014 ที่เมืองเคปทาวน์
ผลลัพธ์ก็คือเหล่าอาสาสมัครเหล่านี้กระตือรือร้นกันมาก และหนังสือนิทานที่ออกมาก็ดูดีมีคุณภาพน่าประทับใจ จนทำให้อาร์เธอร์ แอตต์เวล, มิเชล แมทธิว, และทาร์ริน-แอนน์ แอนเดอร์สัน ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสาม นำ Book Dash ไปจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อให้องค์กรนี้ทำหน้าที่สร้างสรรค์ ผลิต และกระจายหนังสือให้เด็กๆ เพิ่มมากขึ้น และเพื่อพิสูจน์แนวคิดที่ว่า หนังสือคุณภาพดีและมีหลายภาษาสามารถผลิตและจัดจำหน่ายออกมาในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
และที่สำคัญคือ ต้องเร็ว
ชื่อ Book Dash มาจากกระบวนการสร้างสรรค์หนังสือที่เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่หลักเดือนหรือสัปดาห์ แต่หมายถึงภายในหนึ่งวัน! เหล่าอาสาสมัครที่เป็นมืออาชีพทักษะสูงจะมารวมตัวกันสร้างสรรค์หนังสือนิทานสำหรับเด็กหนึ่งเล่ม ภายใต้กรอบเวลา 12 ชั่วโมง
สาเหตุที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายกัน ทำงานไฟลุกขนาดนี้ เพราะ Book Dash เชื่อว่าทุกๆ วินาทีที่เสียไป หมายถึงการที่เด็กๆ ซึ่งกำลังเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ต้องขาดโอกาสจะได้หัดอ่านและเขียนได้ดี และสัมผัสโลกใบนี้ที่หนังสือนิทานเปิดประตูพาไป
Book Dash ยึดมั่นตามทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change) ที่ว่า
หากพวกเขาสร้าง แปล และจัดพิมพ์ หนังสือสำหรับเด็กแอฟริกันคุณภาพสูง โดยใช้นวัตกรรมการจัดพิมพ์แบบใหม่ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างมหาศาล และแบ่งปันหนังสือทางออนไลน์ ภายใต้ลิขสิทธิ์แบบเปิด CC-BY (Creative Commons-By Attribution) เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ แบ่งปัน และดัดแปลงได้ จากนั้นร่วมมือกับองค์กรที่สนับสนุนด้านการอ่านออกเขียนได้ การเรียนรู้ในวัยเด็ก และการดูแลสุขภาพ เพื่อจัดพิมพ์และแจกจ่ายหนังสือภาษาท้องถิ่นจำนวนมาก ไปยังเด็กเล็กและครอบครัวทั่วประเทศแอฟริกาใต้
แล้วเด็กก่อนวัยเรียน จะมีหนังสือนิทานของแอฟริกาที่มีเนื้อหาน่าสนใจไว้ในครอบครองมากขึ้น
ซึ่งนั่นจะสนับสนุนการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ในครอบครัว และสร้างความสัมพันธ์แบบที่ได้มีปฏิสัมพันธ์และสนุกสนาน เกิดการอ่านและการแบ่งปันหนังสือในบ้านมากขึ้น และยังเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษาในเด็กปฐมวัย
ในระยะยาวสิ่งนี้จะนำไปสู่ผลการเรียนที่ดีขึ้น เรียนจบในระดับสูงขึ้น และได้ทำงานที่ดีขึ้นในวัยผู้ใหญ่
ในท้ายที่สุด จะลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ชาว Book Dash จึงทุ่มสรรพกำลังและความสามารถลงไป เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทำหนังสือเพื่อเลี้ยงชีพ แต่เป็นการทำหนังสือเพื่อพัฒนาสังคม เพียงแค่ได้ทำให้บ้านแต่ละหลังมีหนังสือสำหรับเด็กๆ อยู่ในนั้นมากขึ้น ก็เพิ่มโอกาสในการอ่านของเด็กๆ ได้ และนั่นจะเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง

เมื่อเด็กๆ เติบโตในบ้านที่มีหนังสือ
เพียงแค่มีหนังสือในมือ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านมิใช่หรือ
หลายคนที่มีกองดองอยู่ที่บ้านอาจคิดแบบนี้ แต่มีงานวิจัยสนับสนุนความเชื่อของ Book Dash ที่ว่าการมีหนังสือในครอบครองจะช่วยส่งเสริมการอ่านของเด็กๆ ในระยะยาวได้
อย่างงานวิจัยของ National Literacy trust ซึ่งสอบถามเด็กและเยาวชนจำนวน 42,406 คน อายุระหว่าง 8-18 ปี เกี่ยวกับการครอบครองหนังสือ เด็กและเยาวชน 9.4 เปอร์เซ็นต์บอกว่า พวกเขาไม่มีหนังสือเป็นของตัวเองที่บ้าน สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 13.1 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มเด็กที่มีภูมิหลังด้อยโอกาส ส่วนเด็กที่บอกว่ามีหนังสือเป็นของตัวเอง มีแนวโน้มที่จะมีทักษะการอ่านสูงกว่าระดับที่คาดหวังสำหรับอายุของตนเมื่อเทียบกับเพื่อนที่กล่าวว่าไม่มีหนังสือ มากถึง 15 เท่า (28.8% ต่อ 1.9%) และ มีแนวโน้มที่จะอ่านได้ต่ำกว่าระดับที่คาดหวังน้อยกว่าถึง 4 เท่า (12.9% ต่อ 48.1%)
ส่วนด้านผลการเรียน งานวิจัยของมาเรีย ดี. อาร์. อีแวนส์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยแห่งเนวาดา พบว่าไม่ว่าจะในอเมริกาหรือจีน การมีหนังสืออยู่ในบ้านจะทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการในการเรียนที่โรงเรียนเทียบเท่ากับการได้เรียนหนังสือมามากกว่าคนอื่น 3.2 ปี ทั้งนี้แม้เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นๆ อย่างพื้นเพการศึกษาของพ่อแม่หรือฐานรายได้แล้วด้วย
และยังมีงานวิจัยซึ่งสนับสนุนว่าการมีหนังสือในบ้านช่วยส่งเสริมทั้งการอ่านและทักษะคณิตศาสตร์ มากกว่าแค่การไปเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว

หนังสือถูกและดี เริ่มจากต้นจนถึงปลายน้ำ
ภารกิจที่อยากให้เด็กทุกคนมีหนังสือถึง 100 เล่มก่อนอายุถึงห้าขวบของ Book Dash หมายความว่าเฉพาะในแอฟริกาใต้ พวกเขาต้องแจกหนังสือฟรีให้เด็กๆ ที่ไม่มีเงินพอจะซื้อหาหนังสือเหล่านี้ได้มากถึง 600 ล้านเล่ม
จะทำให้ได้ตามเป้าหมายสุดทะเยอทะยานนี้ พวกเขาต้องการกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่เวลาและค่าใช้จ่าย
Book Dash จึงใช้โมเดลการผลิตและกระจายหนังสือที่ลดต้นทุนไปมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์จากการผลิตหนังสือตามปกติที่สำนักพิมพ์ทั่วไปทำกัน เพราะเริ่มต้นตั้งแต่การทำหนังสือแบบ Hackathon โดยอาสาสมัคร ซึ่งจบภายใน 12 ชั่วโมง จากนั้นนำไฟล์ไปจัดพิมพ์คราวละมากๆ เพื่อประหยัดต้นทุนต่อเล่ม และการทำหนังสือให้เป็นลิขสิทธิ์แบบเปิดเพื่อประหยัดต้นทุนการจ่ายค่าสิทธิ์ และขนาดหนังสือที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นสัดส่วนที่เครื่องพิมพ์ส่วนใหญ่สามารถพิมพ์ออกมาได้ จึงนำไปพิมพ์ต่อแบบ on-demand ได้สะดวกทุกที่ ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและจัดการหนังสือคงคลัง
ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อผลิตออกมาแล้ว พวกเขายังนำไฟล์หนังสือนิทานเหล่านี้อัปโหลดขึ้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มอื่นๆ ให้เด็กๆ ได้อ่านฟรี แปลออกมาเป็นภาษาราชการของแอฟริกาใต้ซึ่งมีมากถึง 11 ภาษา และคนทำหนังสือจากทั่วโลกสามารถนำไฟล์เหล่านี้ไปทำงานต่อได้ เช่น นำไปแปลเป็นภาษาตัวเอง แก้ไข ดัดแปลงต่อได้ง่ายๆ เพราะทาง Book Dash เตรียมไฟล์สำหรับใช้ในการทำงานของสำนักพิมพ์ เช่น ฟอนต์ ไฟล์อินดีไซน์ ภาพประกอบ ภาพปก ฯลฯ ไว้อย่างพร้อมสรรพ ที่เหลือก็แค่ต้องอย่าลืมให้เครดิตผู้สร้างสรรค์งานต้นทางและ Book Dash ด้วย

Hackathon งานร้อนๆ แต่มีคุณภาพ
หัวใจสำคัญของการทำหนังสือสักเล่มคือการสร้างสรรค์เรื่องเล่าและถ่ายทอดออกมาผ่านภาพและการออกแบบ ซึ่งอย่างที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้วว่าวิธีการทำงานของ Book Dash ในขั้นตอนนี้ ย่นย่อเวลาที่ปกติมักจะนานหลายเดือนหรือเป็นปี ให้จำกัดเพียงแค่ 12 ชั่วโมง
ในคู่มือการจัดกิจกรรม Book Dash หรือ Hackathon ที่ว่านี้ ทำให้เราได้รู้ว่า แม้การนั่งทำงานด้วยกันจะจำกัดแค่ 12 ชั่วโมงก็จริง แต่กระบวนการก่อนหน้านั้นก็สำคัญมาก ตั้งแต่การเปิดรับสมัครอาสาสมัคร คัดเลือก และสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น แม้จะเป็นงานทำฟรี แต่เพื่อให้ได้ผู้ร่วมงานที่มีคุณภาพ ทำงานด้วยได้ง่าย ไม่เป็นพิษกับเพื่อนร่วมงานในสถานการณ์ที่เวลาบีบคั้น พวกเขาจึงต้องคัดกรองอย่างเต็มที่ Book Dash บอกว่า “คุณภาพของหนังสือที่ทำออกมา ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาสาสมัครเหล่านั้น” ซึ่งอาสาสมัครแบ่งเป็นฝ่ายสร้างสรรค์ ประกอบด้วยนักเขียน นักวาดภาพประกอบ และนักออกแบบ และฝ่ายสนับสนุน ได้แก่ กระบวนกร บรรณาธิการ ผู้ควบคุมด้านเทคนิค บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ ช่างถ่ายภาพและวิดีโอ นักเล่าเรื่องทางโซเชียลมีเดีย และผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์
การทำงานเริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงสามทุ่ม สถานที่จัดกิจกรรมจะต้องดีเยี่ยม มีอาหารพร้อมและกาแฟไม่อั้น เพื่อให้ทุกคนตื่นตัวทำงานต่อได้ยาวๆ โดยปกติแล้ว Book Dash จะจัดให้มีทีม 10 ทีม เพื่อให้ได้หนังสือออกมา 10 เรื่องจากกิจกรรมแต่ละครั้ง
ที่น่าสนใจก็คือ Book Dash กำชับว่าไม่แนะนำให้ผู้จัดกิจกรรมมี “ธีม” หรือหัวข้อสำหรับกิจกรรม เพราะอาจไปจำกัดการทำงานสร้างสรรค์ของทีม ที่อาจอยากสำรวจหัวข้อที่หลากหลายกว่านั้น
ช่วงเวลา 12 ชั่วโมงอันเข้มข้นนี้คือการสร้างสรรค์ผลงาน นักเขียนเขียนเรื่องแล้วส่งไม้ต่อให้นักวาด นักวาดส่งต่อให้นักออกแบบนำไปจัดเลย์เอาต์ลงหน้าหนังสือ ทว่าเมื่อจบจากงานไปแล้วอาจยังมีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเข็นหนังสือเล่มนี้เข้าสู่โรงพิมพ์ต่อไป ซึ่งในส่วนนี้ Book Dash ได้คิดเผื่อไว้ และบอกว่าภาระงานที่อยู่นอกเวลากิจกรรม เช่น การจัดเตรียมงาน หรือการทำหนังสือเล่มหนึ่งให้เสร็จอาจจะต้องใช้คนทำงานแบบเต็มเวลา นานหนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้น ซึ่งหากไม่อาจใช้อาสาสมัครแบบพาร์ตไทม์ได้ ก็อาจต้องจ้างบางตำแหน่งมาทำในส่วนนี้
สำหรับอาสาสมัคร ไม่ใช่ว่า 12 ชั่วโมงที่มาเจอกันนั้น พวกเขาไม่เคยเตรียมตัวมาก่อนเลย คู่มือยังบอกด้วยว่าก่อนมาเข้าร่วมกิจกรรม นักเขียนต้องเขียนไอเดียเรื่องมาเสนอก่อนได้รับคัดเลือก เมื่อได้รับเลือกแล้ว คนทำงานแต่ละตำแหน่งต้องทำการบ้านด้วยการอ่านไกด์ไลน์ของตำแหน่งนั้นๆ เช่น นักเขียนควรจะศึกษารูปแบบมาตรฐานในการเขียน (style guide) รายชื่อตัวละครที่ Book Dash เคยพิมพ์มาแล้วและไม่ควรใช้ซ้ำ ส่วนนักวาดภาพประกอบควรเตรียมตั้งค่าขนาดและความละเอียดของไฟล์ที่จะใช้วาดตามที่กำหนด เพื่อไม่ให้ต้องมาเสียเวลาหน้างาน คู่มือยังแนะนำนักเขียนด้วยว่า “คุณจะทำงานเสร็จก่อนนักวาดและนักออกแบบนานเลย แต่เมื่อเขียนเรื่องเสร็จแล้วก็ให้อยู่ตรงนั้นกับทีมเพื่อคอยผลักดันและเป็นขวัญกำลังใจ ใช้เวลาว่างนี้เขียนบล็อกเล่าเรื่องกิจกรรมวันนั้น เขียนเกี่ยวกับหนังสือของคุณ หรือช่วยนักเขียนในทีมอื่นๆ ทำงานให้เสร็จ”
สุดท้าย Book Dash บอกว่าพวกเขาไม่หวงวิธีการนี้ หากใครอยากนำไปใช้ก็ทำได้เลย แต่ถ้าไม่ได้เขียนใบสมัครมาขอร่วมจัดโดยตรง (ซึ่งจะมีขั้นตอนมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติตาม) ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อ Book Dash ในงาน เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดว่า Book Dash มีส่วนร่วมโดยตรงกับกิจกรรมดังกล่าว

หนังสือแบบ Book Dash
หนังสือที่ Book Dash ผลิตออกมานั้นเป็นหนังสือแบบไหน เพื่อให้นักเขียนสามารถนึกภาพตามได้ และสร้างสรรค์เรื่องราวให้ตรงโจทย์ Book Dash บอกว่า หนังสือนิทานเหล่านี้ทำขึ้นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เน้นไปที่ความสนุก ไม่ได้เน้นให้ความรู้หรือต้องมีคุณค่าเลิศเลอ ควรหลีกเลี่ยงบริบทและธีมที่เป็น “ชนชั้นกลาง” หลีกเลี่ยงเรื่องเชิงนามธรรมหรือแนวคิด ควรเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้จึงจะเหมาะกับเด็กๆ ในวัยนี้มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ได้มีประสบการณ์การอ่านมามาก ควรหลีกเลี่ยงเรื่องเล่าที่ต้องใช้สีเป็นหลัก เพราะบางครั้งก็มีการพิมพ์หนังสือแบบฉบับขาวดำอยู่เหมือนกัน และสุดท้าย ไม่เขียนบทกลอน เพราะมีผลกับการนำไปแปลต่อ
ในคู่มือยังแนะนำการเขียนหนังสือนิทานด้วยว่า นักเขียนไม่ควรแค่บอก แต่ต้องบอกเล่าด้วยภาพ เช่น แทนที่จะเขียนแค่ว่า “แม่เศร้า” ให้เขียนว่า “แม่มองลูกๆ ดวงตามีน้ำตาคลอ”
แม้กิจกรรม Book Dash จะไม่มีธีม แต่มีหัวข้อแนะนำหลักๆ ที่นักเขียนสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ เช่น
- ครอบครัว เพื่อน และบ้าน
- ร่างกาย อัตลักษณ์ และกิจวัตรประจำวัน
- ทักษะทางอารมณ์และการใช้ชีวิต
- ความหลากหลาย มรดกวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง
- วันหยุดและการเฉลิมฉลอง
- อาหารและการกิน
- มาเล่นกันเถอะ!
- ธรรมชาติและการดูแลโลกของเรา
- สัตว์ นก และแมลง
- ออกผจญภัย!
- การเดินทาง
- กลางวันและกลางคืน ฤดูกาล และสภาพอากาศ

สิบปีกับหนังสือสี่ล้านเล่ม
นับแต่ก่อตั้งในปี 2014 มาจนถึงปี 2024 ครบรอบ 10 ปีของ Book Dash ผลงานที่บอกเขาทำได้ แม้ยังไม่บรรลุถึงจำนวน 600 ล้านเล่ม แต่ก็มหาศาลแบบที่คนทั่วไปอาจไม่คิดฝัน ว่าองค์กรเล็กๆ ที่มีพนักงานประจำเพียงห้าคนจะทำได้
ใน 10 ปี Book Dash จัดกิจกรรมสร้างสรรค์หนังสือไปแล้ว 23 ครั้ง ตีพิมพ์หนังสือใหม่ไปแล้ว 211 ปก และตีพิมพ์หนังสือฉบับแปล 566 ปก คิดเป็นจำนวนหนังสือ 4,481,260 เล่มที่ส่งไปถึงเด็กๆ ผ่านองค์กรพันธมิตร 283 ราย และเนื่องจาก Book Dash อนุญาตให้หน่วยงานอื่นนำไฟล์ไปตีพิมพ์เองได้ จำนวนหนังสือที่ได้รับการพิมพ์โดยหน่วยงานอื่นนี้มีมากถึง 453,401 เล่ม
นอกจากตัวเลขหนังสือเหล่านี้แล้ว ผลประเมินเกี่ยวกับตัวเด็กๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายของโครงการก็สำคัญไม่แพ้กัน การประเมินจากหน่วยงานภายนอกพบว่า การที่เด็กๆ มีหนังสือประมาณ 25 เล่มในครอบครอง จะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมเทียบเท่าเวลา 3.6-6 เดือน ครอบครัวที่ได้รับหนังสือจะอ่านหนังสือด้วยกันบ่อยครั้งขึ้น และเด็กๆ 78 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับหนังสือนำหนังสือเหล่านี้ไปแบ่งปันกับพี่น้องและเพื่อนบ้านด้วย
ยังมีองค์กรอื่นๆ นำแนวทางการทำงานของ Book Dash ไปปรับใช้ เช่น องค์กรเยาวชนในลักเซมเบิร์กได้จัดงาน Bookathon เพื่อสร้างสรรค์หนังสือสามภาษาออกมา 10 ปก และพิมพ์ออกมาจำนวน 50,000 เล่ม นอกจากนี้หนังสือ 777 เล่มทั้งหมดของ Book Dash ยังได้รับการบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์มเครือข่ายทรัพยากรเรียนรู้สำหรับช่วงปฐมวัย ของธนาคารโลกด้วย
ทั้งหมดนี้ ชาว Book Dash และอาสาสมัครทำไปโดยไม่ได้คิดถึงผลกำไร ทั้งที่พวกเขาเป็นคนทำงานในแวดวงสิ่งพิมพ์ แต่กลับยินดีที่จะสร้างสรรค์หนังสือให้นำไปผลิตซ้ำได้ไม่อั้น และแจกให้เด็กๆ ทุกคนทั่วโลกได้ฟรี เพราะพวกเขามองว่า “งานที่เราทำคือของขวัญที่มอบให้กับโลกใบนี้”
ที่มา
เว็บไซต์ Book Dash (Online)
บทความ “Book Dash events” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “Book Dash Manual” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “Book Dash publishes white paper on early years bookgifting” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “Book Dash Theory of Change_Logic Model-diagram” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “Book Dash_Annual report 2023_2024” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “Book ownership and reading outcomes | National Literacy Trust” จาก literacytrust.org.uk (Online)
บ(ทความ “Books in home as important as parents’ education in determining children’s education level | ScienceDaily” จาก sciencedaily.com (Online)
บทความ “B20_Writer & editor briefing” จาก docs.google.com (Online)
บทความ “Origins and recognition – Book Dash” (Online)
บทความ “The Book Dash model” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “The Early Learning Resource Network” จาก bookdash.org (Online)
บทความ “This is how a bookish home helps a child to thrive | World Economic Forum” จาก weforum.org (Online)
Cover Photo: Book Dash




