“Beyond The Wand” มักเกิ้ลในโลกเวทมนตร์

603 views
4 mins
April 6, 2023

          “นายคือเดรโก มัลฟอยหรือเปล่า?

          บางสถานการณ์หนึ่งคำถามก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งคำตอบ ใช่ ในแง่หนึ่งเขาคือ เดรโก มัลฟอย เด็กชายวัยสิบเอ็ดปี ผมสีบลอนด์อ่อน ค่อนไปทางขาว ทำเอาเราเบ้ปากตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นสายตาเย้ยหยัน ยินเสียงถากถางจนตัดสินแต่แรกว่าหมอนี่ต้องร้ายแน่ๆ ในฉากแรกที่เขาปรากฏตัว พร้อมกับประโยคที่ว่า

           “ที่เขาพูดกันบนรถไฟเป็นเรื่องจริงสินะ แฮร์รี่ พอตเตอร์มาที่ฮอกวอตส์”

          แต่ในอีกแง่ก็ไม่ใช่…

          แม้เดรโก มัลฟอย เป็นส่วนสำคัญในชีวิต แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของ ทอม เฟลตัน (Tom Felton) ที่การออดิชันครั้งหนึ่งเปลี่ยนชีวิตเขาไปตั้งแต่อายุสิบสามยันสามสิบห้าในปัจจุบัน 

           “ผมรู้ตัวอยู่เสมอว่าหน้าที่การงานกว่าสิบปีของผมในแฮร์รี่ พอตเตอร์เกิดจากความจริงข้อเดียวที่ว่าผมไปออดิชันวันนั้น ถ้าผมไม่ได้ไป ก็คงจะมีคนอื่นได้เล่นบทนี้ได้ดีเหมือนกัน”

          ทอมเขียนเล่าไว้ใน Beyond The Wand อัตชีวประวัติของมักเกิ้ลแห่งโลกเวทมนตร์ ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กที่เติบโตเป็นน้องชายคนเล็กสุดของบ้านกับพี่ชายทั้งสาม วันออดิชันเปลี่ยนชีวิต เบื้องหลังการถ่ายทำและความสัมพันธ์ในกองถ่ายยาวนานสิบปี  ชื่อเสียงที่ทำให้เขาเสกได้แทบทุกอย่างและแทบพรากทุกอย่างจากเขาเช่นกัน

          จริงอยู่ว่าหากเขาไม่ไปออดิชันในวันนั้น ก็คงมีใครสักคนที่ได้รับบทนี้ แต่ป่วยการจะนึกถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิด ทอมเป็นเด็กชายผู้ ถูก เลือก ไม่ใช่เพราะเขา แสดง ได้ดี หรือเป็นแฟนหนังสือตัวยง ตรงกันข้ามอย่างถึงที่สุด เขาแทบจะหลับในห้องเรียนที่ครูอ่านเรื่องราวเด็กชายพ่อมดในโรงเรียนเวทมนตร์ หนำซ้ำยังลอกคำตอบเพื่อนในวันออดิชันด้วยซ้ำว่าเขาอยากเห็นฉากไหนมากที่สุด (“กริงกอตส์!” ทึกทักเอาว่าชื่อของมันต้องเป็นสัตว์ประหลาดในจินตนาการ หาใช่ธนาคารไม่)

          แต่นั่นแหละ คริส โคลัมบัส ผู้กำกับไม่ได้มองหานักแสดงที่เล่นดี เขามองหาคนที่ เป็น คาแรกเตอร์นั้นต่างหาก 

          และไหวพริบฉับพลันตอนหาทางหนีทีรอด แววตาขบขันในขณะที่เด็กคนอื่นหน้าซีดตอนโคลัมบัสแกล้งทำอุปกรณ์ประกอบฉากตกแตก เขาก็ถูกเลือกและชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล 

          ถึงอย่างนั้น แม้ทอมจะมีบางอย่างที่คล้ายเดรโก มัลฟอย ทั้งความขบถ ความทะนงตน ความทะเยอทะยาน แต่ทอมก็ไม่ใช่มัลฟอย ไม่ใช่ทั้งในเชิงข้อเท็จจริง (Literally) โดยเฉพาะภูมิหลังของชีวิตที่หล่อหลอมคาแรกเตอร์ของเด็กชายทั้งสอง 

          “เดรโก มัลฟอยเป็นเด็กที่ไม่มีทางเลือก ถูกกดขี่โดยพ่อจอมเผด็จการ ถูกข่มขู่จากผู้เสพความตาย กลัวโวลเดอมอร์จนแทบใช้ชีวิตไม่ได้ สิ่งที่เขาทำไม่ใช่ตัวเขาเลย…แฮร์รี่เป็นผลจากครอบครัวที่รักเขามาก ยอมตายเพื่อเขา แต่เดรโกเป็นผลจากครอบครัวที่กลั่นแกล้งรังแกเขา”

          แล้วทอมสวมบทเป็นมัลฟอยได้อย่างไร?

          ทอมยกเครดิตในเรื่องนี้ให้ผู้คนมากมาย (ดังที่เอ็มม่า วัตสันเขียนไว้ในคำนำว่าเขาเป็นคนที่ “มองเห็น” ผู้อื่นอยู่เสมอ) เช่น ปู่ผู้หน้าตาคล้ายดัมเบิลดอร์ของเขาที่ช่วยให้เขาสวมบทเป็นตัวละครได้อย่างแนบเนียนทั้งในเชิงกายภาพ (เชิดรูจมูกให้บานขึ้นอีกหน่อย ราวกับว่ากำลังดมอะไรบางอย่างน่าขยะแขยง แบบนั้นแหละ เยี่ยมไปเลย ทีนี้ลองอีกข้าง) และการเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก เบื้องลึกของตัวละครผ่านประสบการณ์ของตนเอง (ลองเพ่งรวมความรู้สึกสับสนของน้องคนเล็กสุด ตัวเล็กสุด อ่อนแอที่สุดที่ถูกกลั่นแกล้งมาตลอดดูสิ

          “ครอบครัวของผมไม่เหมือนตระกูลมัลฟอยสักนิด เรามีความสุข รักสนุก รักกันดี เดรโกเป็นผลจากครอบครัวที่ทำร้ายกัน แต่ผมเป็นผลจากครอบครัวที่รักกัน แต่ช่วงเวลาที่นั่งลงหน้ากระจกกับปู่สอนให้ผมเห็นความสำคัญของการสร้างสรรค์การแสดง นักแสดงดึงบางเรื่องราวของตัวเองมาสวมบทบาท ทำงานกับเสี้ยวส่วนต่างๆ ของชีวิตและแปลเปลี่ยนมันเป็นสิ่งใหม่”

          และคริส โคลัมบัสที่ทอมอธิบายว่าคริสกำกับด้วยการออกแบบสภาพแวดล้อมมากกว่าการบอกนักแสดงว่าให้ทำอะไร เพราะสภาพแวดล้อมนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้นักแสดงเด็กเป็น มากกว่าทำตามคำสั่ง หรือเดวิด เยตส์ ผู้กำกับการแสดงที่บอกเขาแต่แรกในการทำงานร่วมกันว่า “ถ้าเราสามารถทำให้คนเห็นใจเดรโกได้เพียงนิด เราก็สำเร็จแล้ว” และทำให้ทอมเห็นความจริงผ่านเดรโกว่าคนที่รังแกผู้อื่นแท้จริงแล้ว คือผู้ที่เคยถูกทำร้ายเช่นกัน

          ใช่ เรื่องราวของเรานี่แหละที่เป็นประตูเชื่อมโยงให้เราเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และใช่ ในขณะที่เรามักตีตราว่าใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนเช่นไร หลายครั้งหาใช่ ‘ตัวตน’ ของเขาไม่ หากคือสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเขาขึ้นมา 

          จิ้ง คริส และแอช พี่ชายทั้งสามที่มอบส่วนผสมของศิลปิน ความกล้าบ้าบิ่น และความอ่อนโยนที่ประกอบสร้างตัวตนทอมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หรือแดเนียล แรดคลิฟฟ์ ศัตรูคู่อริในฉาก มิตรแท้ในชีวิตจริงที่ทอมเขียนถึงด้วยความชื่นชมและเห็นอกเห็นใจว่า ความกดดันที่เขาเจอนั้นเทียบอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งที่แดเนียลต้อง “แบกน้ำหนักความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้แทบเพียงผู้เดียว” การได้เห็นแดเนียลใส่ใจอย่างมากกับงานชิ้นนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาก และตั้งใจว่าจะเป็นนักแสดงที่ดีที่สุดที่เขาจะเป็นได้ก็ดูจะทำให้ทอมที่ต้องร่วมแสดงด้วยมองการแสดงเสียใหม่ว่านี่ไม่ใช่แค่งานเสริมฆ่าเวลาอีกต่อไป ความใส่ใจ ตั้งใจของคนรอบข้างทำให้ทอมทุ่มให้ทั้งใจให้งานนี้เช่นกัน

“Beyond The Wand” มักเกิ้ลในโลกเวทมนตร์

          โอกาสในการรับบท มัลฟอย ทำให้เขาได้เรียนรู้จากผู้คนมากมายที่ร่วมงานกันในกองถ่าย มันทำให้เขาเริ่มมองโลกต่างไปจากเดิม ประพฤติปฏิบัติตัวต่างไปจากเดิม และก็เป็นบทบาทในภาพยนตร์นี้อีกเช่นกันที่ทำให้ผู้คนปฏิบัติต่อเขาต่างไปจากเดิม

          และด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เราย่อมไม่เป็นคนเดิม หลังจากสิบปีในกองถ่ายจบลง (และแอบร้องไห้คร่ำครวญจนน้ำตาแห้งแล้ว) ทอมโกนผมสีทองซึ่งถูกฟอกขาวมานานสิบปีและเดินทางไปพักผ่อนที่อิตาลี แต่ยังไม่ทันได้พักก็มีคนเสนอบทภาพยนตร์และ ทีวีซีรีส์เรื่องใหม่ ทอมจึงถูกเลือกให้อยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงอีกครั้ง 

          ช่วงแรกเป็นเหมือนความฝัน ชีวิตใหม่กับคนรักที่พบกันในกองถ่าย โอกาสที่หลั่งไหลเข้ามา ผู้คนอ้าแขนตอบรับไม่ว่าจะหันไปทางไหน แบรนด์ต่างๆ พร้อมส่งเสื้อผ้าสิ่งของให้ เข้าผับดังได้โดยไม่ต้องรอ ชื่อเสียงดูจะเป็นสกุลเงินมูลค่าสูงใน LA “ทุกคนดูจะสนใจคุณไปหมด และมันก็นวดตัวตนผมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน” 

          ทอมเริ่มกลายเป็นคน ที่ผู้คนบอกว่าเขาเป็น

          “ผมเล่นบทตามที่ผู้คนบอกว่าผมเป็น ตอนแรกมันก็สนุกดี แต่จากนั้นไม่นาน ความสนุกสนานก็เริ่มหมดไป ผมไม่รู้มาก่อนว่าผมอยากได้ชีวิตแบบนี้ และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความจริงที่ยากจะยอมรับก็ค่อยๆ เผยตัวต่อผมอย่างเงียบๆ ว่า ผมไม่อยากได้ชีวิตแบบนี้ ฟังดูไม่สำนึกเสียเลย ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมรู้ว่าผมโชคดีมาก แต่มีบางอย่างไม่จริงในชีวิตที่ดำเนินอยู่นี้ ผมรู้ตัวบ่อยๆ ว่าผมไม่ได้อยากไปงานเปิดตัว ภัตตาคารหรูหราใดๆ ผมคิดถึงชีวิตของผม คิดถึงการได้ตกปลาริมทะเลสาบกับคริส คิดถึงการดูหนังกับแอช คิดถึงการเล่นดนตรีกับจิ้ง…ผมคิดถึงบทสนทนาธรรมดากับคนจริงๆ คนที่ไม่ได้สนว่าผมเป็นใคร ผมคิดถึงแม่”

           “ลองถูกจับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนอยากทำอะไรให้คุณไปหมด คุณจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง คิดอะไรได้ด้วยตนเอง…ถ้าคนเริ่มพร่ำบอกว่าคุณโชคดีมากเท่าไร ว่าวิถีที่คุณเป็นอยู่นั้นช่างดีงาม คุณจะเริ่มเชื่อมันแม้ลึกๆ คุณจะไม่รู้สึกเช่นนั้นก็ตาม ความคิดวิพากษ์ของคุณเริ่มอ่อนปวกเปียก คุณเริ่มไม่เป็นตัวเอง ผมไม่เป็นตัวเองอีกต่อไป…”

          อาจดูเป็นเรื่องราวคลาสสิกของ ‘ดาราเด็ก’ ที่ชื่อเสียงส่งผลต่อตัวตนพวกเขา นั่นก็ใช่ แต่ทอมรู้ดีว่ามีอะไรเบื้องลึกกว่านั้น ครอบครัวเขามีประวัติสุขภาพจิตตั้งแต่เขาจำความได้ แอชต้องเข้ารับการรักษาแต่เด็ก ส่วนจิ้งตอนโต “ผมมีความเสี่ยงอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว มันง่ายที่จะฉายภาพชายหนุ่มที่ถูกฮอลลีวูดทำร้าย แต่บางทีมันอาจมีอะไรมากกว่านั้น แน่นอนว่า LA ทำให้ผมรู้สึกเหงาอย่างประหลาดและตัดขาดจากตัวเอง จากความรู้สึกตัวเองที่อาจกระตุ้นสภาวะจิตใจของใครก็ได้ บางทีปัญหาพวกนี้อาจถูกอำพรางไว้เมื่อคุณนั่งอยู่หลังพวงมาลัยลัมโบร์กินีสีส้มสดใส

          “ผมต้องการหนีออกจากตัวตนที่ผมกำลังกลายเป็น ผมโหยหาความสัมพันธ์กับผู้คนที่ไม่ได้สนใจว่าผมเดินบนพรมแดง ผมต้องการผมคนเก่ากลับมา ผมต้องการความจริงแท้”

          และทอมคิดว่าเขาพบสิ่งนั้นในบาร์

          บาร์เก่าแก่ใน LA ที่อาจเป็นเพราะแสงสลัว หรือผู้คนที่นั่นที่ไม่มีใครสนใจใคร พวกเขาไปเพื่อดื่มเท่านั้น ทอมเองเริ่มดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ดื่มหนักจนถึงจุดที่วันๆ เขาไม่คิดอะไรนอกจากคิดว่าจะดื่มอะไรดี เขาเริ่มไม่พร้อมไปทำงาน ไม่เป็นมืออาชีพเช่นที่เคยเป็น – เช่นที่เคยตั้งใจว่าจะเป็น จากที่ตั้งใจจะตามหาตัวเองกลับคืนมา ทอมกลับพบว่าเขากำลังหนี หนีทั้งจากตัวตนที่เขาไม่อยากเป็น และจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขากำลังกลายเป็นสิ่งนั้น 

          หากใครที่ติดตามข่าวของทอม อาจจำภาพข่าวครั้งหนึ่งที่เขาโดนจับในสภาพเนื้อตัวเปรอะเปื้อน ตาลอย ร่างกายอ่อนเพลีย พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ว่าเขาถูกจับหลังหนีออกจากสถานบำบัด ภาพข่าวที่กลายเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของทอม คำบรรยายสั้นๆ ที่ไม่ได้เล่าถึงที่มาที่ไป

          คงต้องขึ้นคำเตือน ‘Spoiler Alert’ ถ้าจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากทอมสิงสถิตอยู่ในบาร์แห่งนี้ แต่ดูเหมือนว่าบทเรียนที่ได้จากเดรโก มัลฟอยได้เรียกสติทอมกลับมาอีกครั้ง เขาเรียนรู้จากเดรโกว่าเดรโกเป็นเด็กชายที่ไร้ทางเลือก…อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตนเอง ตัดสินใจเองไม่ได้ และสิ่งที่เขาทำลงไป สิ่งที่ผู้คนรอบข้างทำให้เขาต้องทำลงไปก็ทำให้หวาดกลัวชีวิตไปตลอดกาล…

          ในห้วงสติเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทอมนึกถึงตัวละครที่เขาทำให้มีชีวิตขึ้นมา หรือพูดให้ถูกก็คือตัวละครที่กำหนดชีวิตใหม่เขาขึ้นมา ตัวละครที่ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่ดัมเบิลดอร์สอนแฮร์รี่ไว้ว่า

          “ชีวิตของเราเป็นผลจากทางเลือกของเรา ไม่ใช่ความสามารถของเรา และมันคือการตัดสินใจของเราที่บอกว่าแท้จริงนั้นเราเป็นคนเช่นไร”

          ด้วยกำลังวังชาที่เหลืออยู่น้อยนิด ทอมเลือกที่จะเดินออกมาจากชีวิตที่เขากำลังถลำลึกเข้าไป  ออกมาจากตัวตนอันแสนไม่ชอบใจที่เขากำลังกลายเป็น 

          มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการสูญเสียสิ่งที่เคยมีนั้นยากจะรับมือไหว ในแง่หนึ่ง การก้าวออกมาจากความหรูหราของโลกฮอลลีวูดอาจดูเป็นการสูญเสีย แต่ทอมรู้ดีกว่าใครว่า การสูญเสียที่แท้จริงคือการสูญเสียตัวเขาเอง และในวันที่ดูเหมือนว่าเขามีน้อยลง ทอมรู้สึกว่าเขาเต็มเปี่ยมมากขึ้น – แม้ความเต็มเปี่ยมนั้นอาจหมายถึงทุกความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา แต่เขาไม่อยากหนีอีกต่อไปแล้ว

          “ความรู้สึกต่างๆ เริ่มกลับมา และมันก็ชุกโชน ปั่นป่วนไปหมด บางอารมณ์ก็ดี บางอารมณ์ก็ร้ายกาจ แต่ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แบบไหนก็ยังดีกว่าไร้อารมณ์ใดๆ เลย”

          ทอมที่เราเห็นในวันนี้คือกวี นักแต่งเพลง นักแสดง เซิร์ฟเฟอร์ น้องชายคนเล็กของบ้าน ลูกชายติดแม่ เพื่อนของใครหลายคน ผู้ดูแลวิลโลว์ หมาจรจัดที่เขารับมาดูแล ฯลฯ บ้างว่าสุดท้ายเขาก็ไปไม่ถึงฝั่ง ไม่ได้เป็นนักแสดงโด่งดังอย่างที่เคยจะได้เป็น บ้างอาจมองว่าการกลับไปเป็นคนธรรมดา สูงสุดสู่สามัญคือการสูญเสีย หากทอม (และผู้คนที่เขาได้พบระหว่างทาง) ดูจะบอกบทเรียนสำคัญกับเราว่าความร่ำรวยของชีวิตหาใช่สิ่งที่ผู้คนตัดสินจากภายนอกไม่ หากคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน ความรู้สึกจริงแท้ ไม่แปลกแยกจากตนเอง ความรู้สึกจริงแท้ที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ดี หากคือทุกความรู้สึก ทุกสิ่งที่กำลังเผชิญ ที่บางครั้งเราก็เป็นผู้ถูกเลือก แต่หลายครั้งเราก็เป็นผู้เลือก ผู้ตัดสินใจ ผู้กำกับชะตาชีวิตต่อไปได้ 

          ดังที่ดัมเบิลดอร์สอนแฮร์รี่ไว้ว่า “ชีวิตของเราเป็นผลจากทางเลือกของเรา ไม่ใช่ความสามารถของเรา และมันคือการตัดสินใจของเราที่บอกว่าแท้จริงนั้นเราเป็นคนเช่นไร”


สามารถอ่านหนังสือได้ที่ :  tkpark.overdrive.com

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก