ริมถนนอเล็กซานเดอร์วอล์กที่มีต้นไม้ร่มรื่นเรียงรายภายในมหาวิทยาลัยเยล เมืองนิวเฮเวน สหรัฐอเมริกา ปรากฏอาคารสูงหกชั้นดูแปลกตา มีเพียงส่วนฐานเท่านั้นที่มีกระจกสีเข้มพอมองลอดผ่านไปได้ แต่เยื้องเข้าไปอยู่ใต้ร่มลึกเหมือนซุ่มซ่อน
เมื่อแหงนมองดูตัวอาคารโดยรวมจะพบว่าผนังภายนอกประกอบด้วยหินอ่อนสี่เหลี่ยมแผ่นใหญ่หลายแผ่นเรียงต่อกันจนเต็มพื้นที่ มีโครงสร้างอาคารหุ้มด้วยแกรนิตยึดแต่ละแผ่นเอาไว้ ต่อให้เดินวนไปรอบอาคารก็มองไม่เห็นหน้าต่าง มีเพียงแผ่นเหลี่ยมทึบที่ทักทายเราอย่างเคร่งขรึม อาคารที่ดูปิดทึบและทึมเทานี้ดูเหมือนคนเก็บตัวที่สงบเสงี่ยม ทว่าแต่ละปีมีผู้เข้าเยี่ยมชมอาคารนี้มากถึง 175,000 คนจากทั่วโลก
ที่นี่คือ ห้องสมุดเบนเนคเก้ สถานที่เก็บรักษาหนังสือและต้นฉบับหายากระดับโลก แต่หากลองสังเกตหน้าตาของอาคารแห่งนี้ กลับน่าสงสัยว่าทำไมห้องสมุดแห่งนี้ถึงดูไม่มีหน้าต่าง เสมือนพยายามปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก และแม้จะเข้าไปด้านใน ก็พบว่าจะมีกระจกคอยกั้นระหว่างตัวเรากับหอคอยชั้นหนังสือ 6 ชั้นที่ตั้งอยู่ใจกลางอาคาร
ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ‘ห้องสมุดไม่ได้มีไว้ให้คนเข้าไปหยิบจับหนังสือได้อย่างอิสระหรอกหรือ?’
ถ้าเปรียบว่าห้องสมุดเบนเนคเก้เป็นคน แม้จะมีบุคลิกเหมือนคนเก็บตัวที่ดูเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วห้องสมุดเบนเนคเก้กลับมีเพื่อนรอบตัวมากมาย เพราะห้องสมุดแห่งนี้อยู่ในเครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยล สถาบันการศึกษาที่ก่อร่างจากหนังสือ 417 เล่ม ที่พ่อค้า เอลิฮู เยล (Elihu Yale) บริจาคให้ เครือข่ายที่ว่านี้มีห้องสมุดรวมอยู่สิบกว่าแห่ง แต่ละแห่งมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรความรู้ที่แตกต่างกัน แต่ต่างมีพันธกิจแกนกลางร่วมกันนั่นคือ ‘สร้างความก้าวหน้าด้านศึกษาผ่านความหลากหลายและความเชี่ยวชาญ’
ทว่า…แค่มีพันธกิจยังไม่พอ เครือข่ายห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยลยังวางแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานเน้นไปที่การสร้างชุมชน ให้ความสำคัญกับการบริการผู้ใช้งาน (ผู้ใช้ไม่ได้เป็นแค่ผู้ ‘เยี่ยมชม’) และเป็นตัวเร่งให้เกิดความรู้ใหม่และจุดประกายความสำเร็จให้นักศึกษา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีส่วนร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ของห้องสมุดออกมาเป็น 3 หัวใจหลัก ได้แก่ การเข้าถึง ความหลากหลาย และความสร้างสรรค์ หากอ่านรายละเอียดลึกลงไปจะพบว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความคิดและประสบการณ์ของมวลมนุษย์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ให้คุณค่ากับความแตกต่างหลากหลายและเคารพกันและกันทั้งในแง่ชุมชน วาทกรรม และพื้นที่ รวมถึงช่วยบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งความสงสัยใคร่รู้และนวัตกรรม
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ‘ห้องสมุดไม่ใช่แค่ที่เก็บหนังสือ แต่คือพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนเหล่าผู้รักการเรียนรู้โดยแท้’

เก็บอดีตไว้ในปัจจุบัน
ในบรรดาห้องสมุดทั้งหลายในเครือข่าย ห้องสมุดเบนเนคเก้ มีภารกิจหลักในการเก็บรักษาหนังสือและต้นฉบับหายากไว้ให้นักวิชาการในปัจจุบันได้ศึกษาจากแหล่งปฐมภูมิเพื่อต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ดังที่วีดิทัศน์แนะนำห้องสมุดได้กล่าวไว้ว่า
“เราเก็บรักษาทางเข้าสู่อดีตไว้ในปัจจุบัน เพื่ออนาคต”
ห้องสมุดเบนเนคเก้สร้างเสร็จในปี 1963 เป็นของขวัญที่ศิษย์เก่าเยลสามคนในตระกูลเบนเนคเก้มอบให้มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นเหมือน ‘สัญลักษณ์แห่งความภักดีและการอุทิศตนของสามพี่น้อง และเป็นแหล่งเรียนรู้ รวมทั้งแรงบันดาลใจของทุกคนที่เดินเข้ามา’
ทว่าหนังสือหายากสำคัญอย่างไรในยุคที่มีอะไรให้อ่านตามอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด
หนังสือหายากคือประตูสู่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกระแสความคิดอ่านในยุคสมัยนั้นๆ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มหนึ่งกลายเป็นหนังสือหายาก หลักๆ แล้วมาจากจำนวนที่จำกัด อาจเพราะกาลเวลาที่ล่วงพ้นมาเนิ่นนาน เพราะพิมพ์ออกมาไม่มาก หรือมีความโดดเด่นเฉพาะตัวบางอย่าง อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีหรือมีการเย็บเข้าเล่มแบบดั้งเดิม
แล้วถ้าแค่ทำสำเนาดิจิทัลเก็บไว้ไม่ได้หรือ หลายคนอาจเกิดถามขึ้นในใจเมื่อมองไปที่กองหนังสือมหึมาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ แสง และความชื้น รวมทั้งใช้พื้นที่มหาศาล
ที่ยังต้องรักษาไว้เช่นนี้ เพราะหนังสือหายากไม่ได้มีคุณค่าแค่เนื้อหาข้างใน แต่สำคัญตั้งแต่เนื้อตัวของมัน การมีอยู่ของหนังสือหายากเล่มหนึ่งทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์ สะท้อนสังคม เป็นหลักฐานสำคัญของยุคสมัย
หนังสือไม่ใช่แค่สื่อกลาง แต่คือ ‘เรือนร่าง’ ของความคิด ที่นักวิชาการทั้งในปัจจุบันและอนาคตสามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าวิจัยได้โดยตรง กับตาและกับมือของตนเอง
ถึงจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดหนังสือหายาก แต่ห้องสมุดเบนเนคเก้ไม่ได้มีแค่หนังสือ ยังมีเอกสารหลากรูปแบบที่อยู่ในวัสดุลักษณะอื่น รวมแล้วในอาคารนี้ซึ่งมีเนื้อที่รวม 11,640 ตารางเมตร บรรจุหนังสือไว้มากกว่าหนึ่งล้านเล่ม และต้นฉบับอีกหลายล้านแผ่น มีแผนที่ สิ่งพิมพ์ที่ใช้งานระยะสั้น กระดาษปาปิรุสจากอียิปต์ เอกสารอักษรวิจิตรในยุคเรอเนสซองส์ แผ่นหินจารึก ฯลฯ รวมทั้งการถ่ายทอดความหมายอื่นนอกเหนือจากตัวอักษร อย่างภาพถ่ายและวีดิทัศน์ โปสเตอร์ ภาพวาด และงานศิลปะต่างๆ อีกร่วมหลายหมื่นรายการ
ไม่เพียงแค่ความหลากหลายของวัสดุที่ใช้บันทึก ในแง่เนื้อหาและที่มาของหนังสือและต้นฉบับหายากเหล่านี้ก็หลากหลายไม่แพ้กัน มีตั้งแต่หนังสือที่พิมพ์ในทวีปอเมริกาเหนือก่อนปี 1821 ต้นฉบับตัวเขียนและหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกๆ ในตะวันออกกลางและดินแดนตะวันออกใกล้ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เรื่องศาสนา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์การเมือง ยุโรปยุคกลาง จักรวรรดินิยมศตวรรษที่ 19 วัฒนธรรมแอฟริกันอเมริกัน การศึกษาว่าด้วยเกย์ เลสเบียน และคนข้ามเพศ วัฒนธรรมแหกคอกหลังสงคราม บทกวีอเมริกัน ฯลฯ เรียกว่าสารพัดเรื่องในอดีตถูกจัดเก็บรวบรวมไว้ในอาคารทรงเหลี่ยมขึงขังแห่งนี้แล้ว
นอกจากนี้ยังมี ตำราวอยนิช หนังสือปริศนาจากยุคกลางที่เขียนขึ้นด้วยรหัสลึกลับ ในอดีตแม้แต่เอฟบีไอหรือนักภาษาศาสตร์ก็ไม่สามารถถอดความหมายของหนังสือซึ่งมีรูปพืชหน้าตาประหลาด สรีระของสตรี และโหราศาสตร์นี้ได้ แต่การศึกษาล่าสุดพบว่าน่าจะเป็นหนังสือรวบรวมความรู้ของแม่ชีคณะดอมินิกัน นอกจากนี้ยังมี ตำราวอยนิช หนังสือปริศนาจากยุคกลางที่เขียนขึ้นด้วยรหัสลึกลับ ในอดีตแม้แต่เอฟบีไอหรือนักภาษาศาสตร์ก็ไม่สามารถถอดความหมายของหนังสือซึ่งมีรูปพืชหน้าตาประหลาด สรีระของสตรี และโหราศาสตร์นี้ได้ แต่การศึกษาล่าสุดพบว่าน่าจะเป็นหนังสือรวบรวมความรู้ของแม่ชีคณะดอมินิกัน


ถนอมรักษาแต่เข้าถึงได้
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นห้องสมุดที่มีภารกิจหลักในการเก็บรักษาหนังสือและต้นฉบับเก่า แต่หากเก็บรักษาแน่นหนาเกินไปจนไม่มีใครมาใช้งานได้ ก็คงเป็นเหมือนห้องนิรภัยมากกว่าห้องสมุด
ห้องสมุดเบนเนคเก้จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการถนอมหนังสือหายากที่บางครั้งก็วัสดุเปราะบางไปตามกาลเวลาให้อยู่ในสภาพคงเดิมให้ได้นานที่สุด ไปพร้อมกับการให้บริการเข้าถึงหนังสือนั้นๆ อย่างสะดวกที่สุดสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้งาน
ที่นี่แบ่งรูปแบบการให้บริการแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ หากเป็นสาธารณชนทั่วไปที่เพียงอยากเยี่ยมชมสถานที่และหาความรู้เกี่ยวกับหนังสือเก่า ที่นี่ก็เปิดให้บริการในส่วนชั้นล่างและชั้นลอย ซึ่งมีนิทรรศการทั้งประจำและหมุนเวียน มีหนังสือเก่าจัดแสดงอยู่ในตู้ และสามารถมองทะลุกระจกไปเห็นหอคอยชั้นวางหนังสือที่ใจกลางอาคารซึ่งบรรจุหนังสือราว 180,000 เล่มเอาไว้ได้ ให้บรรยากาศโอ่อ่าและงดงามอลังการเปรียบดังวิหารแห่งความรู้โบราณ
เนื่องจากมีหนังสือหายากจำนวนมากเก็บรักษาไว้ภายในอาคาร การออกแบบสถาปัตยกรรมจึงต้องปกป้องหนังสือเหล่านี้จากแสงแดดที่อาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ นี่จึงเป็นเหตุให้สถาปนิก กอร์ดอน บันแชฟท์ แห่งบริษัท สกิดมอร์ โอวิงส์ และเมอร์ริล ออกแบบ ‘หน้าต่าง’ ให้ไม่สามารถมองทะลุได้อย่างโปร่งใสแบบที่เราคุ้นเคยกันในอาคารทั่วไป แต่เป็นหน้าต่างที่ทำจากหินอ่อนเวอร์มอนต์ วัสดุที่กรองให้แสงลอดผ่านได้บางส่วน
ผนังหินอ่อนที่ดูเหมือนปิดทึบจากภายนอก แท้จริงเป็นบานหน้าต่างที่ปล่อยให้แสงเรืองรองลอดผ่านชั้นหินที่หนาเพียง 3 เซนติเมตร แปลงแสงแดดจ้าภายนอกเป็นแสงอันนุ่มนวลอยู่ภายใน จากที่เห็นว่าอาคารนี้ดูเคร่งขรึม พอได้เข้าไปทำความรู้จักจากข้างในกลับกลายเป็นอาคารที่ให้บรรยากาศอบอุ่นเหนือคาด

ด้วยความที่ห้องสมุดต้องออกแบบมาให้รองรับภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อกระดาษจำนวนมากอยู่ด้วยกัน หลายคนคงเดาได้ว่าต้องคิดแผนป้องกันเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้
ในยุคแรกเริ่ม ที่นี่มีระบบระงับเหตุอัคคีภัยที่เหนือขั้น คือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาท่วมชั้นหนังสือเพื่อยับยั้งไม่ให้ก๊าซอื่นๆ ที่ทำปฏิกิริยากับไฟ (เช่น ออกซิเจน) มีอุณหภูมิสูงพอที่จะติดไฟ ทั้งนี้ก๊าซดังกล่าวจะไม่ส่งผลอะไรกับหนังสือ แต่บางคนทวีตข้อความเป็นตุเป็นตะจนเกิดระแสความเข้าใจผิดแบบไฟลามทุ่ง ว่าห้องสมุดนี้เลือดเย็นถึงขั้นยอมปล่อยให้คนขาดออกซิเจนตายอยู่ข้างใน เพื่อปกป้องหนังสือเอาไว้จากเปลวไฟ
“มันเป็นความเชื่อผิดๆ ซึ่งมีต้นตอมาจากเทคโนโลยีเก่าแก่มากๆ ของห้องสมุดเรา แต่เราไม่เคยต้องใช้มาหลายสิบปีแล้ว” มอยรา ฟิตซ์เจอรัลด์ หัวหน้าฝ่ายบริการการเข้าถึงทรัพยากร กล่าว และเสริมด้วยว่าอันที่จริง แม้ก๊าซออกซิเจนจะอ่อนลงจนอาจส่งผลต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ถึงตาย และตอนนี้ห้องสมุดได้เปลี่ยนมาใช้ระบบที่ปล่อยก๊าซที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าอย่าง ECARO-25 ซึ่งทดสอบแล้วว่าปลอดภัยกับมนุษย์ และอีกตำนานที่หลุดโลกพอกันคือการสันนิษฐานว่าหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หอคอยชั้นหนังสือตรงกลางจะดีดตัวเหินฟ้าแบบจรวด หรือไม่ก็มุดลงไปใต้ดินเหมือนลงหลุมหลบภัย ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นความจริง
“เป็นเรื่องขำๆ แต่ก็มีแง่มุมที่น่าสนใจและมีประโยชน์ที่จะสื่อสารออกไป คือผู้คนอาจไม่ค่อยได้ตระหนักว่าสถาบันที่อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบเรา ต้องอาศัยการทำงานที่ซับซ้อนและใช้ต้นทุนสูงเพื่อเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้เอาไว้” ฟิตซ์เจอรัลด์กล่าว
ที่นี่มีนิทรรศการพิเศษหมุนเวียนกันไปทุกๆ 6 เดือน ตัวอย่างนิทรรศการที่ผ่านมา เช่น นิทรรศการ Road Show ถ่ายทอดความรักความหลงใหลที่คนอเมริกันมีต่อการเดินทางผ่านงานวรรณกรรม เอกสาร และบันทึกการเดินทางต่างๆ นิทรรศการ Art, Protest, & the Archives สำรวจพลังของศิลปะในการประท้วง ตั้งคำถามว่าศิลปะเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง หรือเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ และศิลปะการประท้วงยังคงความเป็นศิลปะหรือไม่เมื่อรับใช้การเมือง นิทรรศการ Text and Textile สำรวจความเชื่อมโยงระหว่าง ‘อักษราและอาภรณ์’ ที่ห่อหุ้มร่างกายมนุษย์ ทั้งในเชิงวรรณกรรม การเมือง และสังคม ตั้งแต่ภาพอีฟปั่นด้ายในเอกสารศตวรรษที่ 13 ถึงสาวโรงงานนิวอิงแลนด์ศตวรรษที่ 19 มีการจัดแสดงสมบัติล้ำค่า เช่น เสื้อกั๊กเกอร์ทรูด สไตน์ บทละครเชกสเปียร์ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ชุดกระดาษ “ซุปเปอร์” โดยแอนดี้ วอร์ฮอล ฯลฯ
เรียกว่าการให้บริการประเภทแรกซึ่งเน้นไปที่บุคคลทั่วไป ก็ให้เนื้อหาอัดแน่น และมอบความตื่นตาตื่นใจให้เต็มอิ่ม แม้อาจไม่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสหนังสือโดยตรง
รูปแบบการใช้งานห้องสมุดอีกประเภท คือการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ซึ่งที่นี่มีผู้ใช้บริการจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำนวนมาก โดยในแต่ละปีพบว่าห้องสมุดแห่งนี้มีผู้ใช้บริการในกลุ่มนักวิชาการเกือบ 3,000 คน และเป็นนักศึกษากว่า 6,000 คน ซึ่งไม่เพียงแต่ให้บริการกับเหล่านักวิจัยในสังกัดมหาวิทยาลัยเยลเท่านั้น แต่บุคคลภายนอกก็สามารถจองทรัพยากรที่จำเป็นต่อการศึกษาค้นคว้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเข้ามาใช้งานทรัพยากรนั้นได้ในห้องอ่านหนังสือซึ่งอยู่ในชั้นใต้ดินได้
แม้จะเปิดให้นักวิจัยได้เข้าไปสัมผัสและพลิกหน้าหนังสือของจริงได้ แต่เมื่อเป็นการใช้งานหนังสือหายากจึงต้องมีมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด นั่นคือต้องฝากกระเป๋าและเสื้อคลุมไว้ที่ทางเข้า ระหว่างศึกษาทรัพยากรนั้นๆ มือต้องแห้งและสะอาด ต้องใช้แท่นโฟมลาดเอียงสำหรับรองหนังสือและใช้สองมือค่อยๆ เปิด เพื่อพยุงน้ำหนักตัวเล่มไว้ไม่ให้กระทบกับหน้าปกและสันหนังสือมากขึ้นไป ระหว่างศึกษา สามารถใช้สายผ้าถ่วงน้ำหนักที่มุมหน้ากระดาษอย่างเบามือเพื่อให้เปิดหนังสือค้างไว้ได้ ทางห้องสมุดเบนเนคเก้เผยว่าสาเหตุที่ไม่บังคับให้ต้องสวมถุงมือเพราะการได้สัมผัสพื้นผิววัสดุด้วยตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้เพื่อจะได้รับรู้ถึงความเปราะบางของวัสดุขณะกำลังพลิกหน้ากระดาษไปด้วย และการใช้มือเปล่าจะช่วยให้สามารถเปิดแต่ละหน้าได้ง่ายกว่า เพื่อป้องกันการเปรอะเปื้อนจึงห้ามใช้ปากกาห้องอ่านหนังสือ หากต้องจดด้วยมือ จะใช้ได้เพียงดินสอและกระดาษโน้ต และเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว จะมีการตรวจสอบหนังสือหรือทรัพยากรก่อนออกจากห้อง เพื่อตรวจสอบว่าครบถ้วนตามที่ลงทะเบียนขอใช้งานมาหรือไม่
แต่หากไม่ใช่นักวิชาการหรือไม่ได้อยู่แถวนิวเฮเวนก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะที่นี่ทำสำเนาดิจิทัลของหนังสือและต้นฉบับหายากไว้มากมาย และสามารถข้าถึงได้ที่ collections.library.yale.edu ซึ่งเป็นคลังสื่อดิจิทัลรวมของเครือข่ายห้องสมุดทั้งหมดในมหาวิทยาลัยเยล รวมทั้งห้องสมุดเบนเนคเก้ด้วย ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่นสมุดจดบันทึกการบรรยายวิชากฎหมายในปี 1808-1809 แผนที่โลก ภาษาอารบิกซึ่งวาดนครเมกกะเป็นศูนย์กลาง วาดด้วยสีฝุ่นเทมเพอราและหมึก

สร้างสิ่งใหม่ไว้สำหรับอนาคต
ไม่ใช่แค่เก็บรักษาอดีตไว้ให้คงเดิม ห้องสมุดเบนเนคเก้มีภารกิจที่ต้องช่วยให้ผู้คนสามารถต่อยอดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในอนาคต จึงมีโครงการต่อยอดมากมาย เช่น โครงการทุนสนับสนุนนักวิจัย ที่มีตั้งแต่ทุนระยะสั้น ทุนนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งมีเงินทุนให้แลกกับเงื่อนไขที่น่าจะคาดเดาได้ นั่นคือต้องมาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ห้องอ่านหนังสือของห้องสมุดเบนเนคเก้เพื่อคลุกคลีและศึกษาหนังสือหายากเหล่านี้ให้แตกฉาน
ยังมีโครงการสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิชาการอย่าง โครงการ New Haven Community Archives Support ให้คำแนะนำในเก็บรักษาเอกสารสำคัญบันทึกจดหมายเหตุชุมชน เริ่มตั้งแต่แนะนำการรวบรวมเอกสารบันทึกชีวิตของครอบครัว ขยายไปสู่เรื่องราวของชุมชน เพราะเชื่อว่าเรื่องราวของทุกคนมีความหมาย โครงการนี้มุ่งส่งเสริมให้เกิดการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ถี่ถ้วนสมบูรณ์ มีความหลากหลาย และเป็นตัวแทนของกลุ่มคนให้มากที่สุด เจ้าหน้าที่ห้องสมุดได้แนะนำให้คนทั่วไปได้ลองใช้แนวทางและเครื่องมือที่ห้องสมุดใหญ่ๆ ใช้กัน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บประวัติศาสตร์ของตนเอง
เจนนิเฟอร์ ค็อกกินส์ นักจัดเก็บเอกสารจากความร่วมมือชุมชน ผู้นำโครงการนี้กล่าวว่า “การเริ่มต้นอาจเป็นอะไรที่ยากและเยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เราช่วยให้พวกเขาค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดเพื่อเก็บรักษาเอกสารหรือสิ่งของที่สำคัญกับตัวเอง”
เธอยังบอกด้วยว่าที่โครงการนี้มีความหมายมากก็เพราะ “บรรดาทรัพยากรต่างๆ ที่ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหลาย ล้วนเป็นคนสามัญอย่างเราๆ นี่แหละที่สร้างมันขึ้นมาและเก็บรักษาเอาไว้ เป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจเลือกแล้วที่จะเก็บทรัพยากรเหล่านี้ไว้ และปกป้องมัน เพื่อสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง บางทีอาจนานเป็นร้อยๆ ปีเลย”
นอกจากการอบรมแล้ว ยังมีโครงการชุบชูใจนักสร้างสรรค์ อย่างรางวัลวรรณกรรมและบทกวี อย่าง Bollingen Prize รางวัลที่มอบให้หนังสือรวมบทกวียอดเยี่ยมทุกสองปีต่อเนื่องมานาน 50 ปี และ Windham-Campbell Prizes รางวัลที่มอบให้กับงานเขียนประเภทเรื่องแต่ง สารคดี บทกวี และบทละคร ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิ แต่ละปีมีนักเขียนได้รับรางวัลทั้งสิ้น 6 คน รางวัลเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนทางวรรณกรรมที่ทำให้คนยังมีไฟที่จะเขียน และสร้างสรรค์เรื่องราวในแบบของตัวเองเพื่อส่งต่อให้คนในยุคถัดๆ ไป
งานเขียนยอดเยี่ยมในวันนี้อาจเป็นงานชิ้นเยี่ยมที่หาได้ยากท่ามกลางมหาสมุทรคอนเทนต์ที่ท่วมท้นและวันนั้นการได้เข้ามาหลบเร้นอยู่ในวงล้อมของหินอ่อนห้องสมุดเบนเนคเก้ อาจทำให้คนรุ่นหลังได้ตื่นตะลึงกับงานเขียน (หรือมีม?) ของคนยุคนี้ บนสื่อกลางที่คนในสมัยนั้นเลิกใช้แล้วก็เป็นได้
ที่มา
Archeyes. Beinecke Rare Book and Manuscript Library by SOM at Yale (Online)
BBC Thai. บทความเกี่ยวกับการศึกษาล่าสุดของ Voynich Manuscript (Online)
Beinecke Rare Book & Manuscript Library. Gutenberg Bible (Online)
Beinecke Rare Book & Manuscript Library. ข้อมูลเกี่ยวกับการทำวิจัยที่ Beinecke Library (Online)
Encyclopædia Britannica. Gutenberg Bible (Britannica)
Encyclopædia Britannica. Johannes Gutenberg (Britannica)
Flickr. ภาพถ่ายภายนอกอาคาร (Flickr)
Manning, L. ภาพถ่ายภายใน Beinecke Library (Flickr)
The Book Heritage. What is a Rare Book: Understanding Value and Significance (Online)
USA Today. บทความเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย (Online)
Yale News. We Are All Stewards: Helping Preserve New Haven Community History (Online)
Yale University Library. About us (Online)
Yale University Library. Collections Library Yale University (Online)
Yale University Library. Special collections handling (Online)
Yale University Library. Using Special Collections (Online)
Yale University Library. ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาห้องสมุด Yale University Library (Online)
Yale University Library. เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมาย (Online)
Yale University Library. แผนที่โลกภาษาอาหรับ (Online)
Yale University Library. Voynich Manuscript (Online)
วิดีโอ YouTube เกี่ยวกับการใช้งานหนังสือหายาก (YouTube)
วิดีโอ YouTube เกี่ยวกับ Gutenberg Bible (YouTube)
Cover Photo: Gunnar Klack, CC BY-SA 2.0, Flickr


