ไอร่ารู้ไหม…
ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง เรื่องราวของ ‘พี่ตะวัน’ กับ ‘ไอร่า’ คู่รักหญิง-หญิงจากซีรีส์ เรื่อง เพียงเธอ ผุดขึ้นเต็มหน้าฟีดโซเชียลมีเดียไปหมด เคมีอบอุ่นของตัวละครทั้งสองทำให้ หลิง–ออม นักแสดงที่รับบทดังกล่าวกลายเป็นขวัญใจชาวเน็ต แค่ไถหน้าจอไปมาก็พบเจอภาพและคลิปของสองสาวผ่านหูผ่านตาบ่อยกว่าข่าวบ้านเมืองเสียด้วยซ้ำ
หน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร สสส. มหาวิทยาลัย มิวเซียมสยาม หรือแม้กระทั่ง TK Park ต่างหยิบเอาวลี “ไอร่ารู้ไหม….” ที่ฮิตติดปากจากซีรีส์มาใช้กันอย่างแพร่หลาย
กระแสซีรีส์และนิยายแนวแซฟฟิก (Sapphic), GL (Girls’ Love) หรือ ยูริ (Yuri) เป็นที่นิยมอย่างสูง กระทั่งงานสัมมนา “GL Power เมื่อพลังหญิงรักหญิง สร้างเรื่อง” ที่จัดโดยคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังระบุว่า คอนเทนต์ยูริมีศักยภาพในการส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิงและเศรษฐกิจของประเทศ และมีแนวโน้มสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 2,000 ล้านบาท
ความนิยมในกระแส GL ทุกวันนี้ ไม่ได้ดังแค่ในหน้าฟีดเท่านั้น แต่เครื่องมือ Social Listening อย่าง Zanroo พบว่า เฉพาะเดือนตุลาคม 2568 กระแสของคู่ หญิง-หญิง ในไทย สร้างยอดปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลสูงถึงเกือบ 100 ล้านครั้ง ตัวเลขนี้บอกเราว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง niche หรือเป็นที่นิยมใน fandom เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘วัฒนธรรมร่วมสมัย’ ที่ผู้คนจำนวนมากมีส่วนร่วม
แต่ต่อให้ representation บนหน้าจอจะเดินหน้าไปไกลแค่ไหน พื้นที่จริงๆ ที่ชาวแซฟฟิกจะจับมือกัน เดินเข้าร้านและแสดงความเป็นตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ต้องระวังกลับยังมีไม่มากพอ นี่คือเหตุผลที่ Anyway Café คาเฟ่หนังสือที่เป็นมิตรต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นพื้นที่ที่มีความหมายมากกว่าที่คิด
“ความเป็น แซฟฟิก ก็มีหลายเฉดเหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าบางสเปกตรัมจะถูกนำเสนอในละคร ในซีรีส์ เป็นวงกว้างไปแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่ใช่ทุกเฉด ยังมีเรื่องราวที่ยังไม่ถูกพูดถึงอีกมาก” กิ่ง–ปสุตา ชื้นขจร หนึ่งในผู้ก่อตั้ง คาเฟ่หนังสือแนวมินิมอลย่านช้างม่อย ใจกลางเมืองเชียงใหม่เล่าถึงที่มาที่ไปของการเปิดร้านให้เราฟัง
“เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตกลางวัน ไม่ได้มีไลฟ์สไตล์แบบกลางคืน เวลาทำงานเราก็มองหาร้านกาแฟที่สามารถนั่งยาวๆ ได้ ก็เลยคิดว่าในเมื่อมีสเปซให้คนเที่ยวกลางคืนได้มาพบปะกันแล้ว เราก็อยากเป็นสเปซสำหรับคนที่ใช้ชีวิตกลางวันบ้าง เป็นพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยน เมื่อบวกกับบาง Identity อาจจะยังไม่ได้ได้รับการมองเห็นในสังคมมากนัก ก็เลยตัดสินใจทำพื้นที่นี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่พื้นสบายใจ พื้นที่ปลอดภัยของคนในคอมมูฯ”




ร้าน + หนังสือ + ผู้คน อยู่ร่วมกันท่ามกลางชุมชนที่มีชีวิต
เดี๋ยวนี้ย่านช้างม่อย กลางตัวเมืองเชียงใหม่ ได้ปรับเปลี่ยนจากย่านการค้าที่จำหน่ายของใช้ในครัวเรือน มาเป็นย่าน ‘ชิคๆ คูลๆ’ ในสายตาของนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ไปแล้ว หลายคนน่าจะคุ้นตากับร้านกาแฟชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ข้างร้านหวายเก๋ๆ เหมาะกับการถ่ายรูปลงสื่อสังคมออนไลน์ หรือกระทั่งร้านขนมหวานขวัญใจวัยรุ่นที่เปิดต้อนรับผู้มาเยือนยามค่ำคืน นั่งรับประทานขนมหวานไปพลาง เขียนข้อความเช็กอินลงบนโพสต์อิทไปพลาง เพื่อนำไปแปะลงบนบอร์ดของร้าน
ในเงาอาคารเก่าแก่และตรอกแคบๆ ของช้างม่อย ยังมีผู้ประกอบการรายย่อยอีกประเภทหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ ซึ่งก็คือ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ อย่าง Gekko Book ร้านหนังสือมือสองที่อยู่คู่เชียงใหม่มายาวนาน และ Rare Finds Bookstore and Cafe ร้านเล็กใต้ร่มไม้ ที่พักใจของเหล่านักอ่าน ร้านเหล่านี้กำลังก่อตัวเป็นคลัสเตอร์ที่น่าสนใจ
การเปิดร้าน Anyway Café ที่นี่ จึงเป็นความตั้งใจ เพราะกิ่งมองว่าการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนจะช่วยให้ย่านมีภาพจำชัดขึ้น นอกจากกิ่งแล้ว ยังมี มาย–มณีกาญจน์ อุปนันท์ และ อาจารย์พลอย–ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ สมศิริวรางกูล ที่จับมือกันร่วมเติมชีวิตและสร้างคุณค่าให้กับคาเฟ่หนังสือแห่งนี้ ทั้งสามคนยินดีที่จะทดลองทำหลายๆ กิจกรรม ทั้งแปลงคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ วงสนทนาที่อ่อนโยนสำหรับผู้คนทุกกลุ่มในชุมชน ส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ รวมถึงเป็นจุดพบปะหลอมรวมนักกิจกรรมให้มาพบกันตามโอกาส
เมื่อร้านเริ่มเป็นที่รู้จักก็จับมือกับพาร์ตเนอร์จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนหนังสือ เทศกาลหนัง เวทีเสวนา เวิร์กชอป หรือนิทรรศการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม ทั้งเรื่องราวในวงการหนังสือ การเมือง หรือเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ โดยเชื่อว่าเมื่อคนเราเริ่มแสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง ก็อาจจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในสักวันหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่ากิจกรรมที่นี่จะมีแต่เรื่องหนักๆ เท่านั้น บางครั้งก็มีเวิร์กชอปเบาๆ ให้คนที่สนใจเข้าร่วมได้อย่างเพลินๆ เช่น เวิร์กชอปถ่ายภาพ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ที่เส้นทางน้ำตกมณฑาธารบนดอยสุเทพ เวิร์กชอปงานปักปฏิทินผ้า หรือแม้แต่เวิร์กชอปปั้นดิน
และสิ่งสำคัญที่ร้านไม่ลืม ก็คือการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างกลมกลืน การลงหลักปักฐานที่ช้างม่อยไม่ใช่แค่การเลือกทำเลทองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น กิ่งมองว่าในเมื่อร้านตั้งอยู่ที่นี่ก็ต้องหาวิธีสร้างบทสนทนากับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับย่าน หรือระดับเมือง
“พี่ป้าน้าอาในชุมชนก็แวะมาอุดหนุนกาแฟเราบ้าง ราคาของเราอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้แพงมาก แต่ก็อาจจะไม่ใช่สินค้าที่เขาจะซื้อได้ทุกวัน หนังสือก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะซื้อได้บ่อยๆ เราเองก็อยากทำอะไรร่วมกับชุมชน อยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วยเหมือนกัน”
นั่นจึงเป็นที่มาของกิจกรรมหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อหลอมรวมร้านเข้ากับชุมชน เช่น การจัดนิทรรศการภาพถ่ายช้างม่อย หรือเวิร์กชอปถ่ายภาพที่พาสมาชิกเดินสำรวจชุมชนเพื่อเรียนรู้เรื่องแสง แล้วชวนอาสาสมัครท้องถิ่นมาร่วมบรรยายประวัติของย่าน จบกิจกรรมแล้วผู้คนที่เข้าร่วมย่อมมองเห็นว่าช้างม่อยมีดีมากกว่าความเป็นย่านร้านกาแฟเก๋ๆ ไว้ถ่ายรูปเช็กอิน แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และตัวตนร่วมสมัย

ร้านเล็กที่เริ่มจากความตั้งใจใหญ่
แม้เชียงใหม่จะเป็นเมืองที่ผู้คนพูดถึงกันว่าเปิดกว้าง เต็มไปด้วยคอมมูนิตี้หลากหลาย ทั้งคนรักกาแฟ คนรักงานคราฟต์ ศิลปินที่เก็บแสงยามบ่ายในสมุดสเก็ตช์ หรือแม้กระทั่งผู้สูงวัยต่างชาติที่หลงรักจังหวะชีวิตช้าๆ ของเมืองเหนือ แต่ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น มีบางเรื่องที่ยังถูกพูดถึงเบาเกินไป เช่น เรื่องอัตลักษณ์ เรื่องความรู้สึก เรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกในวัยเด็ก หลายคนโตขึ้นมาโดยไม่มีคำบอกเล่า ไม่มีพื้นที่ให้วางใจ และไม่มีใครคอยรับฟังในวันที่หัวใจสับสน
Anyway Café เกิดขึ้นมาในฐานะคำตอบหนึ่งของเมือง ไม่ใช่ร้านกาแฟที่เกิดจากความฝันอยากสร้างมุมถ่ายรูป แต่จากความตั้งใจเรียบง่ายของผู้ก่อตั้งที่ว่า “อยากให้ใครก็ตาม เดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่า วันนี้…ฉันไม่โดดเดี่ยว” ด้วยเหตุนี้ ทุกองค์ประกอบของร้านจึงอ่อนโยน โต๊ะตัวเล็กชวนให้นั่งอ่านอย่างไม่เร่งรีบ และมุมเล็กๆ ที่คนแปลกหน้าสามารถนั่งทำงานข้างกันได้โดยไม่ต้องเขิน
มีร้านหนังสือมากมายที่ใช้หนังสือเป็นสินค้าแต่ที่ Anyway Café หนังสือเป็นตัวกลางของความสัมพันธ์ มีวงสนทนาที่เริ่มจากชื่อหนังสือ แล้วค่อยๆ ลึกลงเป็นเรื่องชีวิต บางคนมาเพราะอยากหาอะไรอ่าน แต่กลับได้เพื่อนใหม่ บางคนมาเพราะอยากนั่งเงียบๆ แต่จบลงด้วยบทสนทนาที่อบอุ่นกว่าที่คิด บางคนเพียงแค่หยิบหนังสือขึ้นมา กลับได้แลกเสียงหัวเราะกับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่นาที การอ่านทำให้ผู้คนเปิดใจง่ายขึ้นและที่นี่ใช้หนังสือเป็นสะพาน ให้คนที่แตกต่างกันได้พบว่า จริงๆ แล้ว เราเข้าใจกันได้มากกว่าที่คิด
เมื่อหนังสือคือหัวใจสำคัญของร้านแห่งนี้ มายเลยคัดสรรหนังสือด้วยตัวเอง โดยส่วนมากเป็นงานเขียนที่ทำให้บทบาทของผู้หญิง และความหลากหลายทางเพศมีพื้นที่วางอยู่บนชั้น เช่น หนังสือจากสำนักพิมพ์ p.s. publishing และจากสำนักพิมพ์ Ladys and Moonscape โดยรวมแล้วมีทั้งนิยายและงานนอนฟิกชันที่ชวนสำรวจความรู้สึกในมุมที่เราไม่เคยกล้าคิด และที่สำคัญคือ Anyway Café มีนโยบายผลักดันนักเขียนอิสระและสำนักพิมพ์เล็กๆ ให้มีที่ยืนเท่าเทียมกันบนชั้นไม้เรียบง่ายเหล่านี้ด้วย
ผู้คนที่เดินเข้ามาในร้านนั้นหลากหลายพอๆ กับหนังสือบนชั้น บางคนตั้งใจมาหาพื้นที่ของชุมชนชาวแซฟฟิก บางคนเดินหลงเข้ามาเพราะคิดว่าเป็นคาเฟ่ธรรมดา ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นคอลเลกชันหนังสือ บางคนตามหาร้านหนังสืออิสระเป็นนิสัย บางคนมาเพราะร้านหนังสือเพื่อนบ้านในย่านนี้กระซิบบอกมาว่า “ลองไปที่นั่นสิ คุณน่าจะชอบ”
ไม่ว่าลูกค้าจะมาด้วยเหตุผลอะไร ร้านก็เปิดประตูรับอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิมเสมอ กิ่งให้นิยามจิตวิญญาณของร้านได้อย่างตรงไปตรงมา “ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ตัดสินใคร และเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรื่องหนักแน่นอย่างสิทธิความหลากหลายทางเพศ สามารถถูกพูดถึงอย่างเรียบง่ายผ่านหนังสือและบทสนทนาบนชั้นลอยของร้าน”



พื้นที่ปลอดภัยทำให้คนกล้าคุยเรื่องที่ปกติไม่กล้า
เมื่อถามว่าสังคมเชียงใหม่เปิดกว้างสำหรับเรื่องความหลากหลายทางเพศหรือไม่ กิ่งนิ่งคิดสักพักก่อนจะตอบ “เป็นคำถามที่ท้าทายนะ แต่คิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะค่ะ โอเค แต่ละ Identity ก็อาจจะมีความเฉพาะของเขา สังคมก็อาจจะไม่ได้เข้าใจทุก Identity แต่บางคนก็รู้ว่า เออ มันมีกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่นะ จริงๆ เชียงใหม่เป็นเมืองที่เปิดนะ เป็นเมืองที่เฟรนด์ลี่กับผู้มีความหลากหลายทางเพศค่อนข้างสูง ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนมีวัฒนธรรมหลากหลาย ก็ทำให้เคารพความแตกต่างซึ่งกันและกันอยู่แล้ว”
การเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้แปลว่าจะพากันหลบลี้หนีหน้าจากสังคมอื่นๆ ในโลก แต่คือสภาวะที่ทำให้เรากล้าสื่อสารกับโลกอย่างซื่อสัตย์ เหมือนกับที่ Anyway Café ประกาศตัวว่า LGBTQIA+ friendly อย่างชัดเจน
“อยากให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่คนมาแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศได้แบบไม่รู้สึกกดดัน สบายๆ นั่งคุยกันแบบชิลล์ๆ ไม่ได้เป็นห้องประชุม ไม่มีผิดไม่มีถูก ถ้าถามว่าอยากทำอะไรเพิ่ม ก็น่าจะมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้น อย่างบุ๊กคลับ ที่เราเพิ่งอ่านเรื่อง Feminist City นครเฟมินิสต์ ก็ลุ้นว่าจะได้จัดอีกหรือเปล่า”
กิ่งพูดถึงกิจกรรมบุ๊กคลับที่เพิ่งทดลองจัดครั้งแรก “บุ๊กคลับนี่มีหลายแบบ ที่เคยทำก็คือมาคุยกัน เธอฟังฉันนะว่า 20 เล่มนี้มันน่าอ่านยังไง แล้วเพื่อนๆ ก็อาจจะแบบแลกเปลี่ยนกัน อีกแบบหนึ่งคือมีหนังสือที่เราสนใจและอยากพูดถึงก็มาคุยกัน บุ๊กคลับแบบนี้ก็อาจจะมีคนที่ยังไม่ได้อ่านเล่มที่เราเลือกมา ถ้าอ่านแล้วจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้ก็ดี หรือถ้ายังไม่ได้อ่าน เอาเล่มอื่นที่สอดคล้องกับธีมมาเล่าให้กันฟังก็ได้”
แม้จะปักธงตั้งจุดยืนแบบชัดเจน แต่ Anyway Café ก็ไม่ได้ชวนผู้คนมาคุยกันแค่เรื่องความหลากหลายทางเพศเท่านั้น เรื่องอื่นๆ ที่หาคนคุยด้วยยากก็ถูกหยิบมาเป็นประเด็นเริ่มต้นในการทำกิจกรรมอยู่บ้าง เช่น วงคุยที่จัดดอกไม้ไปพลาง พูดคุยถึงการทำแท้งและความรุนแรงที่กระทำโดยสังคมไปพลาง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พูดคุย รับฟัง รวมไปถึงเขียนข้อความส่งกำลังใจและจัดดอกไม้ให้กับผู้ที่อยู่ระหว่างทางของการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ อีกเวิร์กชอปหนึ่งที่ empower เพื่อนหญิงพลังหญิง คือการเปิดพื้นที่ทำเล็บไปพร้อมกับการพูดคุยเรื่องสุขภาวะของสตรีรวมถึงผู้ต้องขังหญิง เพราะทุกคนที่ร่วมกิจกรรมเชื่อว่าความสวยคือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงทุกคน หรือถ้าหากไม่ใช่เรื่องเพศ วงเสวนาปัญหาเชิงโครงสร้างทั่วไปแบบ Talk & Workshop ในหัวข้อ น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก ก็เคยเกิดขึ้นที่ Anyway Café มาแล้ว และมีคนมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยเลยทีเดียว


เพราะเมืองต้องการพื้นที่แบบนี้มากกว่าที่เราคิด
ในท้ายที่สุด การมีอยู่ของ Anyway Café ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสูตรสำเร็จของธุรกิจ แต่ด้วยเจตนาที่เรียบง่ายว่า “อยากให้เมืองมีพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันได้จริงๆ” ระหว่างทางร้านต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี น้ำท่วมที่ทำให้ใจหายเป็นระยะ และข้อจำกัดของระบบหนังสือที่ไม่เอื้อให้ร้านอิสระเติบโตง่ายนัก แต่ความตั้งใจของทีมผู้ก่อตั้งกลับชัดเจน
กิ่งบอกเราตรงๆ ว่า “เป้าหมายเราไม่ใช่เพื่อกำไรอย่างเดียว แต่เพื่อเป็นคอมมูนิตี้สเปซด้วย” ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ร้านเล็กแห่งนี้ไม่ได้วัดคุณค่าของตัวเองด้วยยอดขาย แต่ด้วยคุณค่าที่ส่งต่อให้ผู้คนในเมือง เพราะยังมีบางกลุ่มที่ “ยังไม่ถูกมองเห็นมากพอในสังคม” และสำหรับกิ่ง พื้นที่อย่าง Anyway Café คือพื้นที่ที่ทำให้เขารู้ว่าเรื่องราวของตัวเองมีตัวตนจริงๆ
บางครั้ง เมืองไม่ได้ต้องการสิ่งใหญ่โต แค่ต้องการพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า อย่างน้อยวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องเก็บตัวตนทิ้งไว้ข้างนอกประตู และตราบใดที่บทสนทนาแบบนี้ยังจำเป็น ร้านเล็กแห่งนี้ก็คงจะยัง อยู่ตรงนี้ ต่อไปในแบบของมันเอง










