อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

115 views
6 mins
November 25, 2025

          ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ มีหลายสิ่งมากมายที่เปลี่ยนไปจากรุ่งโรจน์ก็กลับร่วงโรย จากร่วงโรยก็หาหนทางเพื่อเติบโตและเดินต่อไปได้ในมรสุม เช่นเดียวกับนิตยสารสารคดี ที่ก้าวเดินมาถึงปีที่ 40 ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผ่านยุคสมัย ผ่านเรื่องราวต่างๆ ผู้ซึ่งคอยบันทึกสังคมไว้ในรูปแบบงานสารคดี

          ปุ่น-อมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 3 วิริยะพันธุ์ เล่าให้ฟังว่าความผูกพันของเขากับหนังสือมีมาตั้งแต่เด็กๆ นับตั้งแต่มีคุณแม่ที่รักการอ่านผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสารสารคดี มีหนังสือหลากหลายในห้อง และเขาก็มักจะเข้าไปนั่งอ่านและเน้นดูภาพถ่ายในหนังสือ

          “ด้วยความที่คุณแม่รักการอ่านก็จะมีหนังสือหลากหลายในห้องหนังสือท่าน ผมก็จะเห็นนิตยสารสารคดี หนังสือของสำนักพิมพ์สารคดี เมืองโบราณ ตอนเด็กๆ อยู่บ้านผมก็จะเปิดดูรูปสัตว์เพราะรู้สึกว่ารูปสวย

          “แล้วคุณแม่ก็จะบอกเสมอว่าโลกหนังสือมันกว้างใหญ่นะ เหมือนจะเกริ่นๆ สอนผมไว้ตั้งแต่เด็ก”

          นี่คือความชัดเจนต่อเจตนารมณ์ของมรดกที่มีคุณค่าทางหัวใจที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

          จากนิตยสาร สารคดี สู่เพจ Sarakadee Lite และแอปพลิเคชัน ANSI by Sarakadee มุมมองการทำงานและการปรับตัวหลากหลาย ภายใต้ความเชื่อที่ว่า สารคดีจะยังอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังมีผู้อ่านความ

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

ผูกพันกับหนังสือและการเติบโตข้างในตัวคุณต่อการอ่านเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ?

          ความผูกพันในวัยเด็กของผมคือการได้เห็นห้องที่คุณแม่เก็บหนังสือไว้ เพราะจริงๆ ที่บ้าน คุณแม่ก็เป็นคนรักการอ่าน แล้วคุณแม่ก็เป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารสารคดี เป็นบรรณาธิการสารคดีรุ่นแรก 

          ผมต้องยอมรับว่าการอ่านเปลี่ยนไปทีละขั้นของชีวิต อย่างตอนเด็กๆ ผมดูแค่รูปที่เป็นสัตว์กับเป็นรูปสวยๆ อ่านง่ายๆ พอโตขึ้นมาหน่อยผมก็เริ่มอ่านพวกนิยายซึ่งผมก็จะชอบพวกนิยายแปล พวกวรรณกรรมอมตะ พวกกำลังภายใน 

          พอมาอีกช่วงหนึ่ง เนื่องจากคุณแม่สนใจปรัชญาด้วยก็จะมีอ่านหนังสือแปลที่เป็นปรัชญา ผมอ่านหลากหลาย ไม่รู้มากไปหรือเปล่านะ (หัวเราะ)

          แล้วก็พอโตถึงระดับอีกระดับหนึ่งก็เริ่มจะเคลื่อนมาในเรื่องของวิชาการ อาจจะด้วยตัวผมเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วย พวกนิยายกับหนังสือแปลวรรณกรรมผมก็จะอ่านน้อยลง ด้วยความที่ผมชอบอ่านงานคลาสสิกเก่าๆ มันก็จะมีจำกัดเนาะ พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็เน้นอ่านเรื่องของสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ คือสิ่งที่ผมยังอ่านอยู่เพราะมีเรื่องของงานขยายไปเรื่อยๆ 

ดูเหมือนว่าสิ่งที่อ่านก็จะเกี่ยวพันกับช่วงชีวิต และงานที่ทำอยู่ด้วยเสมอ ?

          ใช่ๆ ก็เหมือนได้ประโยชน์ด้วย แต่ว่าประวัติศาสตร์แล้วก็ปรัชญาก็จะยังอ่านอยู่ แต่ปรัชญาพออ่านแล้วมันก็อาจจะเริ่มหมดไปถ้าเป็นของเก่าๆ นะ

อะไรที่ทำให้คุณชอบอ่านงานวรรณกรรมคลาสสิก หรือสนใจการอ่านงานเก่าๆ เหล่านั้น ?

          ผมรู้สึกว่าผมได้ความรู้ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ผ่านการ Survival ของระยะเวลา ผมรู้สึกว่ามันต้องมีคุณค่าจริงๆ ถึงจะอยู่มาได้นานขนาดนี้ ผมก็เลยสนใจ แล้วเหมือนกับผมเป็นคนว่าง่ายด้วยมั้ง (หัวเราะ) เลยรู้สึกว่างานเหล่านี้เหมือนเป็นครู ที่เราได้ความรู้แบบ Timeless จริงๆ มาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

แล้วในงานสารคดีคุณสนใจเนื้อหาด้านไหนเป็นพิเศษ ?

          ผมสนใจเนื้อหาทางด้านสังคมและชุมชน เวลาได้เห็นชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศของเรา มันทำให้เราเข้าใจเพื่อนพี่น้องของเราในชาติได้ลึกซึ้งมากขึ้น ยิ่งเราถือว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสูง ถ้าเรามีความเข้าใจเรื่องสังคมชุมชน ผมว่ามันก็ทำให้เข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น

          แล้วก็ในเชิงธุรกิจมันก็อาจจะทำให้เห็นภาพใหญ่ของประเทศหรือพลวัตของประเทศที่เป็นความรู้ประกอบในการตัดสินใจ ในการใช้ดำเนินชีวิต ดำเนินกิจการได้

ในช่วงเวลาที่นิตยสารสารคดีก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 40 คุณต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้อย่างไรบ้าง ?

          มันกลายเป็นว่านิตยสารสารคดี ผู้อ่านยังมีอยู่ แต่ที่เหนื่อยกับธุรกิจเพราะว่าไม่มีโฆษณาเข้า ซึ่งน่าจะเป็นสภาพเดียวกับทุกสื่อที่เม็ดเงินโฆษณามันถูกดูดไปหลากหลายช่องทางมาก ทำให้กลายเป็นว่าภาพของรายได้ที่ได้จากตัวโฆษณามันไม่สามารถทำให้อยู่ได้เพียงพอ เราก็เลยต้องมาโฟกัสในเรื่องของการขาย

          ซึ่งจริงๆ การขายเราก็เน้นการทำเพจและขายออนไลน์มากขึ้น เพราะว่าเรื่องของตัวร้านหนังสือหรือว่าแผงหนังสือมันก็ลดน้อยถอยลงไป คนก็มาซื้อหนังสือออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้เราปรับแนวทางใหม่

          ผมต้องเล่าอย่างนี้ว่าจริงๆ เป็นไอเดียของทางทีมงาน ซึ่งเมื่อก่อนนิตยสารสารคดีก็จะเหมือนนิตยสารอื่นๆ ที่มีหลายคอลัมน์ เรื่องก็จะหลากหลาย แต่ทางทีมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกทดแทนด้วยเนื้อหาออนไลน์ สำนักข่าวออนไลน์ไปเยอะ ความรู้ที่มันเป็นคอลัมน์ทำให้เปลี่ยนแนวใหม่ 

          ช่วงหลังก็จะเปลี่ยนว่าในแต่ละเล่มก็จะเป็นการเจาะลึกซึ่งเป็นจุดแข็งของทีมสารคดี ทางทีมก็เสนอมาว่านี่เป็นทางที่ควรจะไป เป็นทางถนัดและแตกต่างจากสื่ออื่นในเรื่องของการเน้นข้อมูลเชิงลึกมีการเจาะไปในแต่ละหัวข้อในแต่ละเล่ม 

          ซึ่งเราก็ต้องมีการนำผู้อ่านเข้ามาใกล้ชิดเรามากขึ้นด้วย วิธีการคือเราจะให้ผู้อ่านโหวตปกทั้ง 12 เล่มว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เราค่อนข้างจะเปลี่ยนแนวใหม่และเราเจาะลึก แต่ในแต่ละเรื่องมันใช่สิ่งที่คุณสนใจหรือเปล่า อีกอันหนึ่งคือการขายพรีออร์เดอร์ในแต่ละเล่ม เราก็มีการยิงแอดไปใช้ช่องทางออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ให้ไปถึงผู้ที่สนใจในแต่ละเรื่องซึ่งยังไงเรารู้สึกว่านิตยสารสารคดีเนี่ยเป็นเนื้อหาเชิงลึกที่หลากหลายหัวข้อ

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

หมายความว่าเราเน้นเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีความยูนีกมากยิ่งขึ้น

          ผมมองว่าอีกหน่อยนิตยสารสารคดีที่เป็นพรินต์เนี่ยมันน่าจะต้องเป็นของที่ยูนีกมากขึ้นและเป็นของสะสมมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังมีการเสริมฟังก์ชันบางอย่าง ก็คือแอปพลิเคชัน ‘อ่านสิ’ ANSI by Sarakadee ซึ่งเป็นฟังก์ชันออนไลน์ที่ทางผู้ซื้อนิตยสารแต่ละเล่มถ้าจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยก็จะสามารถโหลดแอปพลิเคชัน แล้วได้คอนเทนต์ไปอ่านในทุกแพลตฟอร์มได้ทั้งมือถือทั้งแท็บเล็ต

          รวมถึงมีเนื้อหาซึ่งเป็นมัลติมีเดียแทรกเข้ามาด้วยนะครับ ก็เป็นการทดลองไปหลายๆ อย่าง แต่ว่าแนวหลักก็คือปรับมาว่าเป็นเนื้อหาที่ลงลึกแต่ละเล่มเฉพาะเจาะจงไปว่าเรื่องอะไรแล้วก็พยายามหากลุ่มเป้าหมายในแต่ละเล่มให้ได้

ร้านริมขอบฟ้าเป็นการยกระดับร้านหนังสือที่ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือแต่เป็นการปรับตัวเป็นพื้นที่ให้กับนักอ่านด้วยเพราะอะไร ?

          จริงๆ ผมมองร้านริมขอบฟ้าเป็นการตอบโจทย์ อาจจะทราบอยู่แล้วว่าเหตุผลที่ต้องย้ายจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพราะว่าเราถูกเวนคืนที่ คราวนี้เหมือนเราพยายามมองวิกฤติเป็นโอกาสว่าทำยังไงที่จะขยายกลุ่มผู้อ่านได้

          เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่าร้านหนังสือมันต้องเป็นที่ที่เหมาะกับการอ่านหนังสือและทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องความรู้

          พอตั้งโจทย์อย่างนี้มาก็เลยทำให้สถานที่ที่ทางบริษัทมีที่อยู่แล้ว ก็เอามารีโนเวตให้มันตอบโจทย์เป็นร้านหนังสือที่ได้บรรยากาศ มีการใช้ชีวิตในร้านหนังสือ ใช้เวลาในร้านหนังสืออย่างมีความสุข ต้องเป็นร้านที่เหมาะกับการอ่าน โปร่งโล่งสบายเหมือนบ้าน มีแสงธรรมชาตินี่คืออันที่ 1 

          อันที่ 2 เราต้องการให้ได้ประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการอ่านหลังซื้อหนังสือ จึงมีกาแฟให้คนที่มาซื้อได้มานั่งอ่านหรือนั่งดื่มกาแฟเสร็จก็ไปเลือกหนังสือมาได้ เรียกว่าเป็นการตอบโจทย์เสริมสร้างกันกับผู้ที่สนใจการอ่าน

          และอันที่ 3 คือเราอยากให้มีสเปซที่สามารถจัดกิจกรรม เสวนาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของความรู้และหนังสือได้ ทำทั้งหมดเกิดเป็น คอมมูนิตี้ เพื่อที่ร้านหนังสือไม่ใช่แค่เป็นสถานที่ซื้อหนังสืออย่างเดียวแต่อยากให้เป็นที่ให้ผู้คนมาใช้เวลาใช้ชีวิต และรวมตัวเองกับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียงกันด้วย

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป

อะไรคือแนวคิดที่ทำให้คุณมองว่าอยากให้ร้านหนังสือ และคอมมูนิตี้หลอมรวมเข้าร่วมกัน ?

          คงมองเป็นเรื่องของการใช้เวลาในชีวิตมากกว่า อาจจะมองถึงตัวผมเองด้วยว่าก็มีความสุขกับการที่ไปเลือกซื้อหนังสือก็รู้สึกว่าน่าจะมีคนที่ลักษณะคล้ายๆ กับเรา แล้วเราก็มีการรีเสิร์ชกับกลุ่มนักอ่านด้วย กลุ่มบุคคลทั่วไปด้วยว่าสถานที่ที่จะมาใช้ชีวิตทำกิจกรรมในเรื่องลักษณะนี้มันยังไม่มีผมเลยมองว่าน่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์สังคมได้

แล้วในแผนอนาคตคุณคิดว่าจะมีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นไหม ?

          ตอนนี้ยังไม่มีแผน ผมคิดว่าจะทำให้ตรงนี้เป็นที่รู้จักของนักอ่านและในชุมชนให้มากยิ่งขึ้น แล้วก็เพิ่มฐานผู้มาใช้สถานที่ให้มันแน่นหนา จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมาได้จริงๆ ถึงจะค่อยเขยิบเป็นสเต็ปถัดไป

หัวใจสำคัญที่คุณอยากสนับสนุนนิตยสารสารคดีต่อไปในอนาคตคืออะไร ?

          หลักๆ ก็คงเป็นเรื่องบริหารแล้วก็คอยเสริมทีมในไอเดียใหม่ๆ และทำสิ่งที่ทำอยู่ เอาให้มันดี เพราะตัวตนของสารคดีมีแก่นที่ดี จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางทีมต้องเริ่มคิดว่าจะหาคนมาเสริมเพื่อที่จะไปต่อ อันนี้ผมว่าสำคัญมาก เพราะตัวนิตยสารสารคดี เป็นตัวตนของทีมบรรณาธิการ ทีมกองหนังสือ และทีมนิตยสารสารคดีนี่แหละที่ทำให้มันออกมาเป็นอย่างนี้ โจทย์หลักคือทำยังไงให้หาคนที่จะมาสืบทอดต่อเนื่องได้

สุดท้ายคุณคิดว่า นิตยสารสารคดี ร้านริมขอบฟ้า วารสารเมืองโบราณ จะยังคงอยู่กับคนไทยไปตลอดไหม ?

          ใช่ครับ ตราบใดที่ยังมีผู้อ่านอยู่ เราก็ต้องอยู่ต่อไป

อมร ทองธิว ตราบใดที่ยังมีผู้อ่าน เราก็ต้องอยู่ต่อไป


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก