เรื่องเล่าจากปากคำของคนทำงานหลังความตาย: สำรวจภูมิทัศน์ ณ ชายขอบของความตาย

329 views
7 mins
December 17, 2025

          ความตายเป็นเรื่องสากล ส่วนวิธีที่คนเป็นจัดการกับคนตายเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ความตายเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของชีวิต มันจึงมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอนัยว่าเพื่อให้การเดินทางข้ามแดนเป็นไปอย่างราบรื่นและหยิบยื่นความสบายใจหรือบรรเทาความเศร้าโศกแก่คนที่ยังอยู่

          ในโลกสมัยใหม่ ความตายเป็นสิ่งที่ต้องถูกรับรอง ตรวจสอบ และจัดการ รัฐไม่ยินยอมให้คุณนำร่างของคนในครอบครัวไปประกอบพิธีกรรมโดยไม่บอกกล่าว ความตายต้องถูกยืนยัน ต้องถูกหาสาเหตุ และได้รับใบรับรองเสียก่อน

          ในอดีต พิธีการและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายอาจไม่ยุ่งยากเท่านี้ อ้อ มียกเว้นบ้างก็กับกลุ่มชนชั้นสูงที่การจัดการกับความตายของพวกเขาสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและชีวิตของคนอื่น แต่ปัจจุบันไม่น่าจะมีใครอยากให้สุสานของตนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในอีกหลายร้อยหรือหลายพันปีข้างหน้าแล้วล่ะ

          ปัจจุบัน การจัดการกับความตายเป็นอุตสาหกรรม เป็นธุรกิจ มีผู้คนจำนวนมากข้องเกี่ยวกับห่วงโซ่แห่งความตาย ‘เรื่องเล่าจากปากคำของคนทำงานหลังความตาย’ หรือ ‘ALL THE LIVING AND THE DEAD: From Embalmers to Executioners, an Exploration of the People Who Have Made Death Their Life’s Work’ เขียนโดย Hayley Campbell เป็นหนังสือที่พาผู้อ่านเดินทางไปทำความรู้จักกับผู้คนหลากหลายที่ทำอาชีพข้องเกี่ยวกับความตายในโลกตะวันตก ตั้งแต่ผู้จัดการพิธีศพ นักดองศพ คนทำความสะอาดที่เกิดเหตุฆาตกรรม คนเผาศพ จนถึงคนเก็บรักษาร่างไร้ชีวิตเพื่อรอการคืนชีพในอนาคต

          มีความเป็นไปได้ที่ผู้อ่านฉากการบรรยายที่ Campbell เดินทางไปเก็บข้อมูลจะรู้สึกผะอืดผะอมและมวนท้อง เพราะชีวิตสมัยใหม่ เรากับความตายเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างห่างเหิน ทั้งที่มันอยู่กับเราเสมอ ทุกวินาที เราเข้าใกล้ความตายทุกลมหายใจเข้าออก แต่มันมักถูกกันออกจากความรับรู้ และเชื่อเถิดว่าการกีดกันนี้ส่งผลต่อวิธีที่เราใช้ชีวิตไม่มากก็น้อย

          ตามความเข้าใจของผม Campbell ต้องการตอบโจทย์ 3 ข้อ เริ่มจากข้อที่ง่ายที่สุดก่อนคือการทำงานกับความตายของแต่ละอาชีพเป็นอย่างไร เธอเดินทางไปหาคนหลากหลายอาชีพซึ่งเราไม่รู้ว่ามีอยู่หรือรู้แต่ก็นึกภาพการทำงานของพวกเขาไม่ออก เช่น ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลร่างของอาจารย์ใหญ่ของศูนย์การแพทย์เมโยคลินิก รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ นอกจากการดูแลเรื่องการรับบริจาคร่างกายแล้ว เขาต้องทำความสะอาดศพ รักษาสภาพศพ ผ่า ตัด เฉือน ชำแหละ เก็บอวัยวะใส่ภาชนะ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมาก ไปจนถึงการเก็บรักษาอวัยวะ-ชิ้นส่วนต่างๆ ของผู้บริจาคให้ครบถ้วนก่อนเผาทำลาย คุณอ่านถึงตรงนี้อาจไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้าได้อ่านเรื่องราวที่ Campbell คุณจะพบว่าสิ่งนี้คือการแสดงความเคารพต่อผู้ตายที่คนทำหน้าที่นี้ให้สำคัญอย่างยิ่ง

          รวมไปถึงผู้จัดการพิธีศพ นักดองศพ คนขุดหลุม และอีกหลายอาชีพที่ความเคารพต่อผู้ตายซึมซับเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

          ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าทุกอาชีพจะแสดงให้เห็นความเคารพต่อผู้ตายหรืออย่างน้อยก็เก็บงำส่วนนั้นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ Campbell สนทนากับอดีตเพชฌฆาต ผมรู้สึกได้ว่าเธอพยายามคาดคั้นว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อการเป็นผู้ฆ่าที่กฎหมายอนุญาต

          “ฟังนะ…ผมไม่ได้ฆ่าใครเพื่อตัวเอง…ถึงยังไงคุณก็จะถูกฆ่าอยู่แล้ว ผมแค่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องกดปุ่มนั้น ผมคือการตัดสินใจแน่วแน่ครั้งสุดท้า ผมคือคนสุดท้ายที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณเข้าใจไหม คุณรู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องเจอกับอะไรตอนที่ฆ่าคน ชีวิตคุณถูกริบ คุณเลือกทางผิด มีราคาที่ต้องจ่าย มันคือการฆ่าตัวตาย ที่รัก จริงๆ นะ” (หน้า 157)

          แต่อดีตเพชฌฆาตคนนี้ก็เป็น 1 ใน ‘อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประหารชีวิต’ 23 คนจากทั่วสหรัฐฯ ที่ลงชื่อในจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอกับการเร่งประหารชีวิตนักโทษ 8 รายภายใน 11 วันว่าอาจส่งผลกระทบทางจิตใจต่อเจ้าหน้าที่

          ความรู้สึกนึกคิดต่อความตายของผู้ทำอาชีพเกี่ยวกับความตายเป็นโจทย์ข้อที่ 2 ที่ Campbell ถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเมียดละไม สั่นสะเทือน และสะท้อนย้อนคิดต่อตัวเราเองว่า ถ้าเราเป็นผู้ที่ต้องยืนตรงนั้น ทำหน้าที่เหล่านั้น เราจะรับมือกับความตายตรงหน้าได้หรือเปล่า

เรื่องเล่าจากปากคำของคนทำงานหลังความตาย

          แน่นอนล่ะว่าผู้เชี่ยวชาญในสายงานนี้เมื่อทำงานนานเข้าๆ ภูมิคุ้มกันย่อมค่อยๆ ก่อตัวและมีวิธีการรับมือแตกต่างกันไป อย่างกรณีนักพยาธิวิทยากายวิภาคผู้มีหน้าที่ชำแหละร่างไร้ชีวิตเพื่อค้นหาสาเหตุการตาย เธอวางข้อปฏิบัติของตนไว้กับกรณีศพที่ฆ่าตัวตายโดยทิ้งจดหมายลาตายไว้ว่า เธอจะไม่เปิดอ่านมันเด็ดขาด

          หรือกับนักทำความสะอาดที่เกิดเหตุวัย 50 กับระยะเวลา 22 ปีในอาชีพ มันเปลี่ยนเขาให้แข็งกระด้าง ไร้หัวใจ ชินชากับความตาย เลือดสาดกระจาย หรือเศษสมองที่ปลิวแปะตามจุดต่างๆ ในที่เกิดเหตุ อาจจะจริงอยู่บ้างที่เขาดูไร้หัวใจ ทว่า Campbell สามารถดำดิ่งสืบสาวความไร้หัวใจของชายคนนี้ได้ เขาพูดว่า

          “ผมเลิกเห็นใจลูกค้าไปแล้ว…ผมรังเกียจพวกเขา ผมไม่ได้บอกไปโต้งๆ หรอกว่าผมคิดว่าพวกเขาน่ะทุเรศ แต่พวกเขาสัมผัสได้

          “ตอนผมกำลังทำความสะอาด คนพวกนั้นก็จะไล่เปิดลิ้นชักหาของที่เก็บไว้เองได้เหมือนนั่นเป็นสิทธิของพวกเขา ผมเกลียดมาก” (หน้า 138)

          การขุดค้นหาความรู้สึกทั้งของคนทำงานและของตัว Campbell เองทำให้หนังสือเล่มนี้มีพลังดึงดูดให้ผมต้องอ่านต่อ เธอทำมันได้ดี มันเผยให้เห็นส่วนที่น่าชื่นชม แข็งแกร่ง อ่อนไหว และเปราะบางของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง อย่างในส่วนของผู้เขียนเอง ตอนที่เธอไปสัมภาษณ์นักพยาธิวิทยากายวิภาค แล้วเห็นศพทารกค่อยๆ จมลงไปในอ่างอาบน้ำที่นักพยาธิวิทยากายวิภาคใช้ทำความสะอาดร่างของทารก มันกลายเป็นภาพติดตาและส่งผลกระทบทางใจต่อเธออย่างรุนแรง เธอซวนเซไปหลายเดือนกว่าจะพยุงตัวเองกลับมาทำงานได้ต่อ

          ยามที่เราต้องลงไปคลุกคลีกับความตายจะด้วยเหตุจำเป็นหรือความบังเอิญ ยิ่งผู้ตายใกล้ชิดกับเรา มันก็ยิ่งสั่นสะเทือน ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมถูกส่งไปเขาหลัก จังหวัดพังงาหลังเกิดสึนามิไม่นาน เพียงแค่นั่งรถผ่านวัดที่ใช้เป็นสถานที่เก็บร่างผู้เสียชีวิต กลิ่นจากร่างเหล่านั้นก็ลอยมาสัมผัสจมูก ผมเรียกมันว่ากลิ่นความตายและยังคงจำได้ถึงตอนนี้

          หรือตอนที่ป๊าผมเสีย ภาพความทุกข์ทรมานก่อนสิ้นใจจากอาการติดเชื้อในปอดของชายชราวัย 75 ที่ตัดเปรียบกับภาพความแข็งแรงมาตลอดชีวิตของป๊าในความทรงจำผมก็กลายเป็นภาพติดตาชวนเศร้าเสมอ

          โจทย์ข้อสุดท้ายของผู้เขียนคืออะไร?

          ข้อสุดท้ายนี่ยากที่สุดซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่า Campbell กำลังพยายามตอบหรือไม่ นั่นคือความตายคืออะไร หรืออย่างน้อยที่สุดคือเราจะเข้าใจความตายอย่างไร

          ความตายเป็นปริศนาชั่วนิรันดร์ของมนุษย์ (น่าจะอีกนานมากกว่าวิทยาศาสตร์จะหาคำตอบได้หรืออาจไม่มีวันหาได้) สังคมอเมริกันติดหลุมหล่ม American Dream มาเนิ่นนาน มันสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ขวางกั้นเราระหว่างชีวิตและความตาย คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตประหนึ่งว่าความตายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเรา ย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือ Campbell เขียนว่า

          “ความตายอยู่กับเรามาตลอด เราแค่ไม่ยอมประสานตากับมัน เราแอบซ่อนมันไว้เพื่อจะได้ลืมมันไป เพื่อให้เชื่อต่อไปได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับเรา ทว่าในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดใหญ่ ความตายก็ดูจะใกล้เข้ามาจนไม่เกินเอื้อม มันอยู่ทั่วทุกหนแห่งและเกิดขึ้นกับทุกคน เราคือผู้รอดชีวิตจากยุคสมัยที่ถูกนิยามด้วยความตาย และเราก็ต้องจัดที่ทางภายในใจเพื่อต้อนรับแขกที่เราเพิ่งจะมองเห็นได้ชัดเจนรายนี้” (หน้า 308)

          ผมการันตีไม่ได้ว่าเมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงจะสามารถจัดที่ทางในใจให้พร้อมได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจน้อยลง มันจะพาคุณไปสำรวจภูมิทัศน์ ณ ชายขอบของดินแดนที่วันหนึ่งเราทุกคนต้องไปถึง และพร้อมกันนั้นมันจะพาคุณสำรวจภูมิทัศน์ในใจของตนเอง ทดลองจินตภาพถึงร่างไร้ลมหายใจของคุณบนเตียงโลหะเย็นๆ ในห้องเก็บศพ และใดๆ ก็ตามที่การพินิจใคร่ครวญจะนำพาคุณไปได้

          ในแง่มิติกาลเวลา ความตายดำรงอยู่ในอนาคต

          ในแง่ชีวิต ความตายดำรงอยู่ต่อหน้าเราตลอดเวลา…

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก