“Poetry Ireland เชื่อมร้อยบทกวีและผู้คน เราพร้อมมุ่งหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นเลิศทางด้านการอ่าน เขียน และการทำงานของบทกวีทั่วทั้งเกาะไอร์แลนด์”
Poetry Ireland องค์กรของประเทศไอร์แลนด์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ‘บทกวี’ กล่าวไว้อย่างนั้น
แน่นอนว่าบทกวีเตือนให้เรานึกถึงความสวยงาม สุนทรียศาสตร์ นามธรรม และความเป็นศิลปะอันลึกซึ้ง แต่อีกหนึ่งความท้าทายที่ชัดเจนและไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นัก คือบทกวีเริ่มมีที่ทางน้อยลงในโลก ถูกมองเห็นมากขึ้นในบางพื้นที่ แต่ก็ยังเป็นส่วนเสี้ยวที่ไม่ถูกมองเห็นเลยเช่นกันในประเทศที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของวรรณกรรมมากเท่าที่ควร
แต่ไอร์แลนด์ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น นักเขียนระดับโลกในตำนานอย่างเจมส์ จอยซ์ (James Joyce) นักเขียนระดับโลกขวัญใจวัยรุ่นอย่าง แซลลี รูนีย์ (Sally Rooney) วิทยาลัยทรงภูมิอย่างทรินิตี้ (Trinity College Dublin) หรือกระทั่งการเป็นหนึ่งในเมืองวรรณกรรมของยูเนสโก ก็พอจะบอกเล่าได้แบบไม่ต้องอ้างสถิติว่าประเทศนี้พยายามพิทักษ์รักษาวัฒนธรรมและระบบนิเวศแบบไหนให้พลเมืองของเขา
“บทกวีเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับไอร์แลนด์มาโดยตลอด ประธานาธิบดีของเรา ไมเคิล ดี. ฮิกกินส์ (Michael D. Higgins) ก็เป็นกวี ว่ากันตามประวัติศาสตร์ บทกวีก็มักจะอยู่ในคลังข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการของไอร์แลนด์อยู่แล้ว” ริสเดียร์ด โอ คอนคูแบร์ (Risdeard Ó Conchubhair) นักเขียนและแพทย์ชาวไอริชกล่าว
อีกหนึ่งหลักฐาน คือ Poetry Ireland ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคม Arts Council, Chomhairle Ealaíon และสมาคม Arts Council ของไอร์แลนด์เหนือ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งเจตจำนงที่ว่า
“เรามีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสให้กับกวี ด้านการจัดแสดงและเผยแพร่ผลงาน ในทุกๆ ลำดับขั้นตอนของอาชีพ เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าจะสามารถผลิตผลงานที่ดีที่สุด ให้กับผู้อ่านที่หลากหลายที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ อนาคตของบทกวีไอริชจะได้รับการพิทักษ์รักษาไว้ เหมือนเช่นในอดีตอันรุ่มรวย”
กวีตัวน้อยตัวนิด
วันที่ 25 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา Poetry Ireland เพิ่งจัดเทศกาล Poetry Day เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ชักชวนให้พลเมืองอ่าน เขียน และแชร์บทกวี โดยธีมของปีนี้ชื่อว่า ‘Good Sports’ น่าสนใจที่เขาเชื่อมโยง ‘กีฬา’ เข้ากับ ‘กวี’ ที่ดูเหมือนอยู่กันคนละโลกได้
แม้จะไม่ใช่เทศกาลยิ่งใหญ่ประจำชาติ แต่การที่ทั้งปัจเจกและหน่วยงานหลากหลายทั่วทั้งประเทศร่วมกันแบ่งปันบทกลอนในรูปแบบต่างๆ ก็นับได้ว่าเป็นความสำเร็จไม่น้อย

จากแฮชแท็ก #poetdayirl เราได้เห็นศิลปินอัดวิดีโอแสดงสดแล้วอ่านบทกวีแบบลงเสียง กลุ่มนักเขียนดับลินโพสต์วิดีโอบทกวี หรือโรงเรียนต่างๆ ที่จัดกิจกรรมด้านนี้กันอย่างฉูดฉาดและสร้างสรรค์ เช่น กิจกรรมแต่งกลอนที่ขึ้นต้นด้วยประโยค ‘I’ve news for you.’ และลงท้ายด้วย ‘That’s my news.’ ตามแพทเทิร์นบทกวีของกวีไอริชในศตวรรษที่19 / Poetry Slam Dunk กิจกรรมที่ผนวกเอากีฬาบาสเกตบอลเข้ากับการอ่านกวี ตรงกับธีม Good Sports เพราะคุณครูเห็นว่าสองสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันนี้ แท้จริงแล้วสามารถเอื้อประโยชน์ให้กันได้อย่างมหาศาล
เราต่างรู้กันดีว่าคุณครูนั้นสำคัญไฉน ในประเทศไทยอาจจะยังไม่มีการพูดถึงวัฒนธรรมบทกวีกันอย่างเฉพาะเจาะจง (เพราะแม้แต่วัฒนธรรมการอ่านก็ยังสร้างยาก) แต่ทุกคนรู้และเข้าใจว่าภาระหน้าที่ของครูในเชิงการสอนนั้นเป็นงานหิน บทกวีฟังแล้วดูยากเช่นไร การสอนให้เห็นถึงความสำคัญและกลวิธีในการเขียนก็ยากเช่นนั้น
ในไอร์แลนด์ คุณครูจากโรงเรียนต่างๆ จึงสามารถเขาไปค้นหาแผนการสอนสำหรับเด็กๆ ต่างระดับชั้นได้จากคลัง Poetry Ireland ทั้งการสนับสนุนการสอนภาษาไอริช กิจกรรมเขียนบทกวี หรือแผนการสอนตาม Poetry Day ในปีต่างๆ
โรงเรียนประถมศึกษาสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสนุกๆ ในวันนี้ (และในอนาคต) โดยดาวน์โหลด Education Resource Pack ไว้ใช้ในห้องเรียน อาจจะเริ่มจากกิจกรรมพื้นๆ เช่น อ่านบทกวีในห้อง ประกาศบทกวีชิ้นโปรดประจำสัปดาห์ แล้วค่อยๆ ขยับไปเป็นกิจกรรม Poetry Treasure Hunt เล่นซ่อนหาบทกวีนอกห้องเรียนและนำมาตกแต่งให้สวยงาม กิจกรรม Poetry Tree ให้เด็กๆ ตัดใบไม้ในโรงเรียนแล้วเขียนบทกวีลงไป หรือกิจกรรมเขียนกวีจากเนื้อข่าวสำหรับเด็ก 10-12 ปี คุณครูนำหนังสือพิมพ์เข้ามาในคาบเรียนแล้วให้เด็กๆ อ่านข่าวที่เกิดขึ้นกับผู้คนรอบโลก แจกโจทย์ให้พวกเขาจินตนาการว่าถ้าได้ใช้ชีวิตแบบผู้คนในข่าวจะเป็นอย่างไร ยากหรือไม่ที่จะต้องคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่น สังเคราะห์ความคิดว่าเรารู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเขาหรือเปล่า แล้วเขียนออกมาเป็นบทกลอน
บทกวีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเต็มไปด้วยจังหวะและคำคล้องจอง ซึ่งต้องถูกอ่านและร่ายออกมาดังๆ เด็กๆ ชอบอ่านออกเสียงดังตั้งแต่อายุยังน้อย การที่คุณครูอ่าน ร้องเล่น หรือร่ายบทกวีในหนังสือภาพให้พวกเขาจึงเป็นการปลูกฝังความรักในบทกวีไปในตัว จากนั้นอาจจะเปิดเพลงเข้าจังหวะให้เด็กๆ ร้องตามและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แล้วพวกเขาจะรักและเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของบทกลอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ในเมื่อต่างคนต่างมีไอเดียที่หลากหลายเกี่ยวกับบทกวีและมีเรื่องที่ตัวเองอยากเล่า ดังนั้นนิยามและการตีความชีวิต ตัวเอง และบทกวีของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ฟังเผินๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วสามารถเริ่มฝึกฝนวิธีคิดแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็กๆ และไม่จำเป็นต้องจั่วหัวไว้เลยว่าบทกวีเป็นเรื่องยากนะ มันซับซ้อนและลึกซึ้งมากนะ เพราะนั่นเป็นเรื่องราวที่ตามมาทีหลัง (เมื่อได้เลือกเส้นทางกวีแล้ว ก็จะ ‘รู้ซึ้ง’ เอง)
เชมัส เฮนีย์ (Seamus Heaney) กวีชาวไอริช นักเขียนบทละคร และนักแปลผู้ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1995 กล่าวว่า“บทกวีของผมส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากความทรงจำอะไรสักอย่าง…มันเหมือนเสียงบี๊บ…ที่เกิดขึ้นในสมองของคุณ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ จะปลุกความตื่นเต้นและเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆ เอง ถ้าพูดในทางอุดมคติเลย มันเหมือนหิมะถล่ม เหมือนก้อนกรวดเล็กๆ เริ่มขยับตัว รวมพลัง และหลอมรวมตัวเองขึ้นมา”
Poetry Ireland มองเห็นความสำคัญของการสร้างกวีและศิลปินตัวน้อย จึงจัดโครงการ Writers in Schools ต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 22 ปีแล้ว มีเด็กกว่า 500,000 คนในชั้นประถมศึกษาและอายุราว 12-13 ปี ในไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ที่ได้มีโอกาสเรียนกับนักเขียนตัวจริงในคาบเรียนอย่างใกล้ชิด และไม่ใช่เพียงนักเขียนเท่านั้น ยังมีกวี นักเขียนนิยาย นักเล่าเรื่อง นักเขียนวรรณกรรมวัยรุ่น ผู้เขียนบท ฯลฯ ที่จะใช้เวลาแลกเปลี่ยนกับเด็กๆ เต็ม 2 ชั่วโมงเวียนกันไปในแต่ละชั้นเรียน (โรงเรียนออกค่าใช้จ่ายเป็นค่าจ้างนักเขียนครึ่งหนึ่ง และ Poetry Ireland สนับสนุนอีกครึ่งที่เหลือพร้อมค่าเดินทาง)

“มันเหมือนฝันที่ไม่กล้าฝันของฉัน ในระยะเวลา 24 ปี ที่ทำอาชีพครูมา ฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่านี่เป็นหนึ่งในวันที่ดีที่สุด” ความเห็นจากครูคนหนึ่ง
“โครงการ Writers in Schools มอบโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวรรณกรรมในห้องเรียนจริงๆ ของพวกเขา เด็กทุกคนในทุกโรงเรียนในประเทศนี้ควรได้รับประสบการณ์แบบนี้อย่างน้อยปีละครั้งตลอดการศึกษาของพวกเขา เพราะมันเป็นประสบการณ์ทรงคุณค่าและลืมไม่ลง” เชอฟาน พาร์กินสัน (Siobhán Parkinson) นักเขียนหนังสือเด็กชาวไอริชกล่าว
พลังงานความสร้างสรรค์ที่เด็กๆ ได้รับจากการพบเจอศิลปินตัวจริงมีส่วนช่วยกระตุ้นความซาบซึ้งในพลังของภาษาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต อีกทั้งกระบวนกรที่ช่วยสอนยังสามารถแนะนำนวัตกรรมทางความคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงประเด็นสังคม ความอดทนอดกลั้น การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเนื่องจากมีหน่วยงานด้านนี้ที่คอยออกแบบเนื้อหาการสอนโดยตรง
“Poetry Ireland ทำงานร่วมกับโรงเรียนเรามามากกว่า 12 ปีแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวเด็กๆ ได้พัฒนาทักษะการพูดที่ซับซ้อนมากขึ้น คุณครูเองก็ได้พัฒนาทักษะเชิงวิชาชีพไปพร้อมๆ กัน คะแนนวิชาภาษาอังกฤษและหน้าที่พลเมืองก็พัฒนาขึ้นด้วย นอกจากนั้น เด็กนักเรียนของเขายังมีความมั่นใจและมีวาทศิลป์มากขึ้นอีกด้วย” ความเห็นจากผู้ช่วยครูใหญ่ของ Larkin Community College CDETB
บทกวีอาจเป็นเรื่องนามธรรม แต่ Poetry Ireland พยายามทำให้ศิลปะแขนงนี้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด ที่มากไปกว่าทรัพยากรกวีตัวน้อยที่จะเติบใหญ่ไปเป็นนักเขียนหรือศิลปิน โครงการ Writers in Schools สามารถสร้างโอกาสทางวิชาชีพให้กับนักเขียนราว 65 คนต่อปี แถมยังจ่ายรายได้ที่งดงามที่สุดสำหรับศิลปินผู้เล่นแร่แปรธาตุกับภาษาเหล่านี้อีกด้วย
I wish โดย Rusul Malallah
I have found my place
where I see the world
with a wish in my eyes
that one day I
will save the life
of some poor soul.
I will hold that soul,
young or old,
and fly high in the sky,
be the hope in their eyes,
draw a smile on their face
that will fill my heart
with a joy
I can’t explain.
นั่นคือตัวอย่างของบทกลอนที่ Poetry Ireland บรรจุไว้ใน Poems & stories by young people หรือ บทกลอนและเรื่องราวที่สุกสกาวโดยกวีจิ๋วที่ได้ร่ายมนตร์ภาษา ระหว่างที่เรียนในเซสชัน Writers in Schools
เมื่อเด็กรู้แล้วว่ากวีคือใคร บทกลอนเขียนยังไง ลำดับต่อไปก็ต้องเป็นการคัดตัวผู้ที่มีแววอยากจะเป็นตัวจริงในวงการนี้
Poetry Aloud คือการประกวดแข่งขันอ่านบทกลอนประจำปีที่เด็กนักเรียนประถมศึกษาทั่วเกาะไอร์แลนด์สามารถลงสมัครได้ กิจกรรมนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006 โดยความร่วมมือของ Poetry Ireland ห้องสมุดแห่งชาติไอร์แลนด์ (National Library of Ireland) และมหาวิทยาลัยคอร์ก (University College Cork) แบ่งเป็น 3 รอบด้วยกัน คือรอบ Virtual รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงแชมป์ระดับชาติ

เชมัส เฮนีย์ คือผู้สนับสนุนรายสำคัญของโครงการ เมื่อเขาได้รับรางวัล David Cohen Prize (รางวัลที่มอบให้กับบุคคลในวงการวรรณกรรม ซึ่งเป็นเวทีรางวัลที่โด่งดังเวทีหนึ่งของประเทศอังกฤษ) ด้านความสำเร็จสูงสุดในแวดวงวรรณกรรม (Lifetime Achievement) เขาได้ใส่ชื่อโครงการ Poetry Aloud เข้าไปชิงรางวัล Clarissa Luard Award ด้วย (ผู้ที่ชนะรางวัล David Cohen Prize จะได้โอกาสเป็นผู้เลือกผู้ที่จะได้รับงบประมาณ 12,500 ปอนด์จากสมาคมศิลปะของอังกฤษ)
นอกจากนั้นครอบครัวของเฮนีย์ยังได้บริจาคห้องสมุดเชมัส เฮนีย์ให้เป็นคลังสมบัติทางวรรณกรรมกับ Poetry Ireland อีกด้วย
“ผมเชื่อเหลือเกินว่า Poetry Aloud สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือโครงการที่สนับสนุนวรรณกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทกวี อย่างแพร่หลาย ลึกซึ้ง และประเมินค่าไม่ได้ แต่สำหรับเหตุผลในเบื้่องต้น ผมเลือก Poetry Aloud เพราะโครงการนี้ได้นำพาบทกวีเข้าไปสู่ความทรงจำของเด็กๆ และทำให้พวกเขารักมันในวิถีทางที่จะทำให้บทกวีมีที่ทางและคุณค่าตลอดชีวิต”
กวี นักเขียน ศิลปิน ต้องเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นอีก
เวลาเราอ่านบทกวี เราจะเห็นยุทธวิธีและวิถีของการใช้ภาษาที่น่าสนใจ แม้จะเป็นภาษาที่เรียบง่ายที่สุด เพราะเบื้องหลังของมันคือ ‘วิธีคิด’ และ ‘วิธีเล่า’ ที่มีความต่างขั้วกันอยู่พอสมควร เราอาจมีวิธีคิดที่ไม่ซับซ้อนมากเมื่อต้องเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่วิธีเล่าของเราต่างหากที่สะท้อนให้เห็นว่าเรามีวิธีการเรียบเรียงเหตุการณ์ในหัว การเรียงลำดับเรื่อง เลือกคำ เลือกความจริง สถานการณ์ ตัวละคร บรรยากาศของตัวอักษรอย่างไร
บทกวีคือที่ทางที่เราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะมันน้อยที่สุดแต่มากที่สุด ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า
สมมติว่าเราอยากเขียนบทกวีเกี่ยวกับตัวเอง เราจะเล่าอะไรบ้างและเล่าอย่างไร Poetry Ireland ออกแบบกิจกรรมการสอนนักเรียนที่เรียบง่ายและน่าสนใจดังกล่าว และได้เห็นบทกวีที่น่ารักและลึกซึ้ง เช่นบทกวีของเอนดา ไวลีย์ (Enda Wyley) ที่ชื่อ ‘SONG OF ME’
The day I was born
The wind in my hair as I cycle to school
The smile on my Dad’s face when I come home from school
The sun in my mum’s hair
The warmth of my little brother’s hand in mine …
นี่เป็นบทกวีของเด็กที่ผสานสิ่งที่เขาเห็นในโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับทักษะและวิธีคิดในการใช้ภาษาของตัวเอง… และจินตนาการ
เลส เมอร์เรย์ (Les Murray) กวีและนักวิจารณ์ชาวออสเตรเลียเคยพูดไว้ว่า ถ้าใครอยากเขียนบทกวี คนๆ นั้นต้องมีความสามารถที่จะฝันไปพร้อมกับความสามารถที่จะลงมือสร้างสรรค์กลอน หัวใจของคุณต้องคิดพร้อมกันทั้งสองส่วน เหมือนการใช้สมองสองส่วนในเวลาเดียวกัน…เมื่อบทกวีถูกคิดขึ้นมาในหัวก็เท่ากับเรากำลังฝัน และมันก็กำลังร่ายรำอยู่ในร่างกายของเราเมื่อถูกเขียนออกมา มันเกิดขึ้นในปอดของคุณ ทุกส่วนของกล้ามเนื้อ คุณจะรู้สึกถึงมันในทุกๆ ส่วนของกล้ามเนื้อ
แต่จินตนาการเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบนิเวศที่ดีรายล้อม จากเจตจำนงที่แน่วแน่ของ Poetry Ireland ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น พวกเขารวบรวมข่าวสารการประกวดงานเขียน การประกวดชิงรางวัล การเปิดรับสมัครนักเขียนในพำนัก โอเพ่นไมค์สำหรับกวี ฯลฯ ไว้ให้นักอยากเขียนได้ค้นหาและประลองฝีมืออย่างสม่ำเสมอ และตั้งตัวเป็นศูนย์กลางบ่มเพาะกวี-นักเขียนด้วยการออกแบบกลยุทธ์ที่แข็งแรง
ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำสิงพิมพ์ด้านบทกวีของตัวเอง แนะนำหนทางสู่การได้ตีพิมพ์บทกวี หรือแม้กระทั่งให้ข้อมูลความรู้เรื่องลิขสิทธิ์หนังสือและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
พูดย้ำอีกสักรอบเพื่อให้เบื่อกันก็ได้ ว่าหนทางสู่การเป็นกวีนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามเชิงวรรณศิลป์ Poetry Ireland ไม่ได้พยายามจะขจัดขวากหนามนั้นออกไปเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกวีอาชีพ แต่พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่รายล้อมบทกวีเอาไว้ให้มันยังชีวิต และผลิตกวีผ่านเวิร์กชอปและการบ่มเพาะในรูปแบบต่างๆ เสียมากกว่า
Poetry Ireland Introduction คือเวิร์กชอป และพื้นที่ให้กวีหน้าใหม่ได้ลองลงสนาม เปิดตาเปิดใจดูว่าเริ่มแรกของการเข้าสู่อาชีพนี้หน้าตาเป็นอย่างไร พวกเขาจะได้เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างและการคราฟต์บทกวี เข้ามาสเตอร์คลาสสอนศิลปะในการอ่านและการอ่านบทกวีในที่สาธารณะกับกวีมืออาชีพ ไปจนถึงการเคี่ยวกรำฝึกฝนการเป็นกวีแบบวันต่อวันในชีวิตจริง เพราะท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายปลายทางของผู้เข้าสมัครทุกคน (และ Poetry Ireland เอง) คือการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นกวีมืออาชีพ
นอกเหนือจากนั้น Poetry Ireland ยังมีบริการบ่มเพาะกวีอื่นๆ เช่น Critical Assessment คือบริการอ่านต้นฉบับและประเมินผลงานให้กับกวีที่ต้องการความคิดเห็นเพื่อพัฒนางานของตนจากกวีผู้เชี่ยวชาญ หรือ Writer’s course การแนะนำคอร์สเรียนระยะสั้นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรนักเขียนไอริช (The Irish Writers’ Centre) ศูนย์ศิลปะกัลเวย์ (Galway Arts Centre) และคอร์สศิลปศาสตร์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Writing) ที่บรรดาวิทยาลัยในไอร์แลนด์
ถ้านักเขียนอยากได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ คลังข้อมูลดิจิทัล Irish Poetry Reading Archive รวบรวมผลงานของกวีชาวไอริชหน้าใหม่ กวีสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ สายอาวองการ์ด ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ฟรีทางออนไลน์ โดยนักเขียนตัวจริงจะเป็นผู้อ่านงานเขียนของตัวเองพร้อมทั้งอธิบายที่มาที่ไปของการเขียนงานนั้นๆ แบบคร่าวๆ ผู้ฟังจะได้เข้าใจบริบท สิ่งแวดล้อม และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเขียนบทกวีแต่ละชิ้น แถมยังเขียนบทกวีด้วยลายมือเก็บไว้ในคลังเพื่อรุ่นต่อไปในอนาคต
ทุกๆ ปี เสียงของกวีเกือบ 40 รายจะถูกบันทึกและเซฟไว้ในคลังข้อมูล ซึ่งอีกนัยหนึ่งนี่คือวาระแห่งชาติที่ไม่ได้เป็นประโยชน์เพียงแค่กับพลเมืองไอริชเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายเครือข่ายไปสู่ระดับโลก สร้างชุมชนกวี นักเขียน นักวิชาการที่สนใจศึกษางานเขียนแบบไอริชจากกวีและนักเขียนมากหน้าหลายตา
นับวันคลังข้อมูลวรรณกรรมอาจหายากและกระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มจำนวนและคละแนวทางการสร้างสรรค์บทกวีที่หลากหลายจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับประชากรชาวนักเขียนในประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้โลกซีกอื่นเห็นด้วยว่าไอร์แลนด์พยายามมากแค่ไหนที่จะรักษาวัฒนธรรมด้านวรรณกรรมของพวกเขาไว้ไม่ให้สูญหาย
Alive Poets Society รอบโลก
Poetry Ireland ถือว่าเป็นองค์กรใหญ่ที่ขับเคลื่อนบทกวีชาวไอริชให้มีชีวิตใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ลำพังแค่องค์กรเดียวคงไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือความปรารถนาในการเขียนได้มากพอ (ยิ่งในยุคดิจิทัลแบบนี้ด้วย) เราจึงเห็นเครือข่ายทางการศึกษาของไอร์แลนด์พร้อมรองรับและขัดเกลานักอยากเขียนอย่างเต็มกำลัง
วิทยาลัย Dublin City University มีคอร์สสอนเขียนบทกวี งานประพันธ์ ละคร ภาพยนตร์แบบเข้มข้น นักเรียนจะได้เข้าใจเส้นทางอาชีพของการเป็นกวีหน้าใหม่และทำงานร่วมกับกวีมืออาชีพเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม และได้สร้างเครือข่ายของชุมชนศิลปินที่ทำงานสายเดียวกัน ส่วนที่วิทยาลัยทรินิตี้ ดับลิน ศูนย์ออสการ์ ไวลด์สำหรับนักเขียนไอริช (Oscar Wilde Centre for Irish Writing, School of English, Trinity College Dublin) เน้นการสอนเขียนและบรรณาธิการที่นำไปใช้ได้จริง เลกเชอร์จากนักเขียนชื่อก้องสำหรับการลงมือบรรเลงวรรณกรรมใน genre ต่างๆ รวมถึงแนะนำสิ่งที่ต้องรู้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เบื้องต้น
Poetry Ireland จัดอีเวนต์ด้านวรรณกรรมและการอ่านบทกวีอยู่เป็นประจำ แน่นอนว่ากิจกรรมส่วนใหญ่จะเข้มข้นในเชิงวรรณศิลป์ ชุ่มโชกไปด้วยสุนทรียะของการเขียน ร่ายกวี และท่วงทำนองต่างๆ แต่ความสร้างสรรค์ของมันไปไกลกว่านั้นได้ และอาจตอบคำถามที่หลายคนสงสัยได้เลยว่า ‘แล้วเราจะเชื่อมบทกวีเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างไร’
ในช่วงที่สถานการณ์โควิดระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลก Poetry Ireland ออกแบบกิจกรรมสำหรับนักอ่านหรือบุคคลทั่วไป ฉวยโอกาสที่จะแสดงให้หลายคนเห็นว่าช่วงเวลาแบบนี้แหละที่บทกวีจะเชื่อมเราทุกคนไว้ได้ใกล้กว่าที่มันเป็นอยู่ เช่น The Poetry Line จัดให้นักเขียนหรือกวีโทรไปหาผู้คนแล้วอ่านกลอนให้ฟัง หรือ Poet Prompts ที่สนับสนุนชุมชนการเขียนผ่านโซเชียลมีเดีย

“กิจกรรมโทรเพื่ออ่านบทกลอนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และครอบครัวฉันก็กำลังมีความสุขไปกับกิจกรรมนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา! นักอ่านอ่านบทกวีที่สนุกและลึกซึ้งให้แม่ของฉันฟังจนเธอเข้าใจว่าเธอมีที่ทางอย่างไรบนโลก” หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนความเห็น
การเชื่อมโยงโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับบทกวีเห็นได้ผ่านแนวร่วมอย่าง Poetry in Motion ที่ Poetry Ireland ร่วมกับรัฐสภายุโรป (European Parliament) คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เครือข่ายรถไฟของไอร์แลนด์ Iarnród Éireann จัดแสดงบทกวีของกวี 10 คนจากทั่วยุโรป คอลเลกชันบทกวีจะปรากฏให้เห็นในบริการ DART & Commuter (รถไฟ) ในเมืองดับลินจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการเป็นสมาชิก EU ของไอร์แลนด์

ในระดับประเทศ นอกจากเครือข่ายทางการศึกษาที่อธิบายไว้ข้างต้น ไอร์แลนด์ยังเป็นประเทศที่ไม่เคยทิ้งชื่อเสียงทางด้านวรรณกรรม เห็นได้ชัดจากการที่ดับลินเป็นเมืองแห่งวรรณกรรมของยูเนสโก รูปปั้นนักเขียนมีให้เห็นทั่วเมือง และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์นักเขียนเลื่องชื่อมากมาย เช่น เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) ผู้เขียน Ulysses จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) เจ้าของผลงาน ‘ที่ใดมีความเศร้า’ หรือสมัยใหม่หน่อยก็แซลลี รูนีย์ (Sally Rooney) นักเขียนหญิงชาวไอริช เจ้าของผลงาน Normal People ผู้ปลุกกระแสนวนิยายความสัมพันธ์ซับซ้อนอันแฝงไปด้วยนัยยะทางการเมืองแบบมาร์กซิสต์ และได้รับการขนานนามว่าเป็นกระบอกเสียงแห่งยุคสมัยมิลเลนเนียล
ตามมาด้วยงานเทศกาลวรรณกรรมต่างๆ สถาบันนักเขียนอย่าง Irish Writers Centre และเครือข่ายนักเขียนไอริชที่ฟอร์มตัวกันเป็นองคาพยพ ระบบนิเวศและองค์ประกอบเหล่านี้ส่งเสริมให้ไอร์แลนด์สามารถส่งเสริมกวีที่เป็นเลิศได้ และไม่สูญหายไปจากระบบ
เราเห็นเส้นทางของการบ่มเพาะปลูกต้นกวีแบบ Poetry Ireland มาพอสมควรแล้ว จึงได้เวลาเข้าสู่ปลายทางนั่นคือ ‘การตีพิมพ์ผลงาน’
นี่คือความฝันของนักเขียนและกวีส่วนใหญ่ ชีวิตครั้งหนึ่งพวกเขาคงอยากนำผลงานของตนเองออกสู่สายตาของชาวโลก Poetry Ireland จึงสานฝันภารกิจนี้โดยการออกแบบสิ่งพิมพ์หลายรูปแบบให้กวีได้ได้มีพื้นที่ทางตัวอักษรของตัวเอง เช่น Calling Cards รวมเล่มบทกวีรุ่นเยาว์ชาวไอริช 10 รายที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ Poetry Ireland Review วารสารบทกวีที่ตีพิมพ์ 3 ครั้ง/ปี รวบรวมผลงานของกวี ศิลปินที่ทำงานด้านทัศนศิลป์ หรือนักวิจารณ์ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า หรือ Trumpet วารสารฉบับเล็กที่รวมบทวิจารณ์ ความเห็น และบทความ
พวกเขาจะได้เห็นต้นสายปลายเหตุของอาชีพที่ตัวเองอยากจะยึดไว้เป็นที่พึ่งพิงในอนาคต หนทางของมันเป็นอย่างไร ปลายทางมีตลาดหรือหน่วยงานรองรับหรือไม่ ทำอย่างไรไม่ให้งานกวีจมหายไปกับพรายคลื่น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของภาพยนตร์คลาสสิก เรื่อง Dead Poets Society ฉากคุ้นเคยที่ครูคีตติ้งเลกเชอร์ให้กับนักเรียนที่ล้อมวงกันเข้ามา

“เราไม่ได้อ่านหรือเขียนบทกวีเพราะมันน่ารักหรอกนะ แต่เราอ่านและเขียนบทกวีเพราะเราเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเผ่าพันธ์ุมนุษย์ แล้วมนุษย์ก็เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อน ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ถ้อยคำและความคิดนี่แหละ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้”
ที่มา
บทความ “New anthology of Irish poetry offers ‘underground perspective’ on history and culture of Ireland”(Online)
เว็บไซต์ “Poetry Ireland” (Online)


