ยุคนี้คือยุคที่มี ‘ชนชั้นสร้างสรรค์’ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา น่าจะหลักพันล้านคนได้ ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้นน่ะเหรอ? มีผู้ใช้เฟสบุ๊ก 3.29 พันล้านคนต่อวัน ตีเสียว่าแค่ 1 พันล้านคนที่กึ่งๆ ถูกบังคับโดยเฟสบุ๊กให้ปรับเปลี่ยนบัญชีเพื่อให้ได้รับสถานะครีเอเตอร์ดิจิทัล จากสถานการณ์นี้ผมก็สังเกตเห็นว่าเฟรนด์ในเฟสบุ๊กที่นานๆ โพสต์ที เริ่มโพสต์ถี่ขึ้น ติดแฮชแท็ก เพื่อต้องการสร้างรายได้ตามที่เฟสบุ๊กโฆษณา
จะเรียกว่าครีเอเตอร์ดิจิทัลหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็ตาม เรามี ‘นักสร้างสรรค์’ เพิ่มขึ้นเยอะมากจริงๆ มันเป็นฉลากที่ใครๆ อยากแปะให้ตัวเอง แม้ว่าบ่อยครั้งที่ผมกังขาว่าเนื้อหาจำนวนไม่น้อยในโลกโซเชียลที่ถาโถมใส่เราไม่รู้จบนั้นเรียกว่า สร้างสรรค์ ได้แค่ไหน?
ในช่วงหนึ่งคำว่า สร้างสรรค์ เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ทรงคุณค่า มันได้รับการยอมรับและเชื่อถือหมดใจว่าจะนำพาโลกไปสู่หนทางที่ดีกว่า เกิดคำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กระแสข่าวที่นำเสนอเรื่องราวความสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับบุคคลถึงองค์กรขนาดใหญ่ ทุกอาชีพได้รับโอกาสการเป็นนักสร้างสรรค์ได้
สมมติไว้ก่อนว่าเราเชื่อว่าความสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่จะช่วยยกรับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ บนโลกที่มีประชากรประมาณ 7 พันล้านคน เท่ากับว่าทุกๆ 7 คนจะต้องมีนักสร้างสรรค์ 1 คน
แล้วทำไมโลกเราจึงยังเหมือนกับว่าไม่ได้ขยับไปในทิศทางที่คาดหวังล่ะ
หรือมีความผิดพลาดบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกว่า ความสร้างสรรค์?
‘AGAINST CREATIVITY’ หรือ ‘ไม่ต้องครีเอทีฟบ้างก็ได้นะ: ทำไมความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ดีเสมอไป’ โดย Oli Mould นำแนวคิดมาร์กซิสม์มาวิเคราะห์ ‘ความสร้างสรรค์’ เปิดโปงให้เห็นว่าเอาเข้าจริง ความสร้างสรรค์ก็เป็นอีกหนึ่งวาทกรรมที่ทุนนิยม-ลัทธิเสรีนิยมใหม่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ และแบ่งแยกผู้คนด้วยการสร้าง ‘ชนชั้นสร้างสรรค์’ ขึ้นมา
Oli Mould ถึงกับบอกว่าระบบที่ทำให้เกิดสภาวะไร้บ้าน ความเหลื่อมล้ำ ความไม่มั่นคง การเหยียดเชื้อชาติ เป็นระบบเดียวกันกับที่บอกให้เราต้องมีความสร้างสรรค์เพื่อความเจริญก้าวหน้า
แท้จริงแล้วในโลกตะวันตก ความสร้างสรรค์ไม่ได้มีความหมายเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนยุคแสงสว่างทางปัญญา การสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับพระเจ้าและศาสนา พระเจ้าคือผู้สร้างสรรค์ทุกอย่างขึ้นจากศูนย์ ครั้นเมื่ออารยธรรมตะวันตกเชื่อถือเหตุผลและวิทยาศาสตร์มากขึ้น การสร้างสรรค์แบบเดิมไม่ตอบโจทย์ พวกเขาจำต้องดึงความสร้างสรรค์ในมือพระเจ้ากลับมาอยู่ในมือมนุษย์
ต่อจากนั้น ความสร้างสรรค์ก็ถูกพรากออกจากชีวิตประจำวันและชีวิตสาธารณะ มันถูกจับใส่มือ ‘อัจฉริยะ’ แทน แล้วผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดจากความสร้างสรรค์ก็กลายเป็นสินค้าที่มีเฉพาะผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้
ข้ามมาสู่ปี 1997 รัฐบาลของโทนี แบลร์ผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จนถูกยกให้เป็นภาคส่วนที่สร้างรายได้ให้สหราชอาณาจักรสูงถึง 84.1 ล้านล้านยูโรในปี 2018 เมื่อกระแสนี้แพร่ระบาดไปทั่วโลก ความสร้างสรรค์ก็กลายเป็นประหนึ่งอวัยวะอีกชิ้นที่ทุกคนต้องมี เพราะมันจะทำให้เรามีชีวิตดีขึ้น เป็นผู้ประกอบการ และร่ำรวย ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายคือให้ระบบทุนนิยมสามารถดำรงอยู่และเติบโตต่อไปได้ ผู้เขียนประกาศจุดยืนของตนชัดเจนว่า
…ชีวิตประจำวันของเรามันเต็มไปด้วยวาทศิลป์เรื่องความสร้างสรรค์ที่คอยขัดขวางไม่ให้เราทำงานอย่าง ‘สร้างสรรค์’ ผ่านเลนส์ของการทำงาน ผู้คน การเมือง เทคโนโลยี และเมือง…หนังสือเล่มนี้ต่อต้านความสร้างสรรค์
ความสร้างสรรค์ควรเป็นเรื่องของการตามหากิจกรรม ผู้คน สิ่งของ และของสะสมที่ต่อต้านการช่วงชิง การฉกฉวย และการแช่แข็งโดยทุนนิยม มากไปกว่านั้น มันควรเป็นเรื่องการเพิ่มพลังเสียงของพวกเขา นี่คือความสร้างสรรค์รูปแบบที่หนังสือเล่มนี้ปรารถนาที่จะผลักดัน
หน้า 19
Oli Mould ยกคำพูดของพนักงานกูเกิลที่บอกกับเขาถึงรูปแบบการจัดออฟฟิศว่า
คนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็เหมือนนกยูงตัวผู้ในฤดูผสมพันธุ์ ถ้าพวกเขาไม่ได้แสดงตัวโอ้อวดอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะไม่ก้าวหน้าในธุรกิจนี้ ดังนั้น การให้พวกเขานั่งทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยที่สามารถมองเห็นงานของกันและกันได้ จะทำให้พวกเขามีแนวโน้มผลิตผลงานที่ดีและสร้างสรรค์ขึ้น
หน้า 21
ความสร้างสรรค์แบบนี้จึงแยกมนุษย์ให้โดดเดี่ยว แข่งขันกันตลอดเวลา พร้อมกับสร้างความเข้าใจผิดว่าความสร้างสรรค์ที่ฉันสร้างขึ้นคือผลงาน สติปัญญา และความคิดของฉันล้วนๆ ชนิดปราศจากสิ่งเจือปน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีความสร้างสรรค์ใดเริ่มจากศูนย์ แต่มันมาจากส่วนผสมของทั้งสังคมที่หยิบยื่นความรู้ ประสบการณ์ แรงบันดาลใจให้เรา เพียงแต่มนุษย์มักเลือกจดจำคนที่ยืนท่ามกลางแสงไฟอย่างสตีฟ จ็อบส์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และอีกหลายคน ส่วนคนอีกมากมายที่ค้ำจุนความสร้างสรรค์นี้ต้องหลบอยู่ในมุมมืด
แต่คนเหล่านี้ก็ยังต้องสร้างสรรค์ตลอดเวลา ทำงานได้ทุกที่ เป็น digital nomad โดยไม่รู้ตัวว่างานได้รุกล้ำเข้าไปยังพื้นที่อื่นๆ ของชีวิตอย่างแนบเนียนเข้าให้แล้ว
ผู้เขียนกล่าวว่าหนังสือที่มีผลสำคัญต่อการสร้างวาทกรรมความสร้างสรรค์ให้เป็นเช่นที่เป็นคือ The Rise of the Creative Class ของ Richard Florida ตีพิมพ์ในปี 2002 มันกลายเป็นคัมภีร์ที่ช่วยประกอบสร้าง ‘ชนชั้นสร้างสรรค์’ ขึ้น
ผมอยากยกตัวอย่างเนื้อหาในบทที่ 5 เมือง ความสร้างสรรค์แห่งพื้นที่คอนกรีต
เราน่าจะเคยได้ยินคำว่า เมืองสร้างสรรค์ กันมาบ้าง คำนี้ทำให้เรานึกถึงอะไร ผมเดานะ เมืองที่เดินได้ ตลาดคนเดินที่ขายของเก๋ๆ งานศิลปะ งานฝีมือ ที่ให้บรรยากาศสดใส ไฟสีเหลืองนวล บางครั้งมีวงดนตรีสดมาร้องเพลงคลอ ชุมชนเก่าแก่สักแห่งที่ถูกโปรโมตเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ตามกำแพงจะมีผลงานของศิลปินสำหรับเป็นจุดถ่ายรูปเช็กอิน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ร้านกาแฟที่ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ดึงดูดความสนใจจากสื่อแนวไลฟ์สไตล์และอินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ
Oli Mould กล่าวว่านี่คือพลังของทุนนิยมสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นสินค้า แต่ที่โหดร้ายกว่านั้น เมืองสร้างสรรค์คือเครื่องมือในการรุกไล่คนออกจากชุมชน แล้วแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้าง งานศิลปะ บรรยากาศ วัฒนธรรมที่ดึงดูด ‘ชนชั้นสร้างสรรค์’ เข้ามา แล้วกระชากมูลค่าที่ดินของย่านนั้นให้สูงขึ้นกระทั่งคนรายได้น้อยเอาตัวไม่รอด
ผู้เขียนยกตัวอย่างพื้นที่จำนวนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความสร้างสรรค์ทำนองนี้ บางชุมชนพ่ายแพ้ ขณะที่บางชุมชนสู้กลับและไม่ยอมแพ้ เขายกตัวอย่างชุมชน Wynwood ย่านเล็กในไมอามีที่เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดเล็ก อู่ซ่อมรถ และโกดัง วันหนึ่งบริษัท โกลด์แมน พร็อพเพอร์ตีส์ เข้ามาเปลี่ยนย่านนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะข้างถนนกลางแจ้ง “และใช้มันจุดชนวนการลงทุนไหลเข้า” (หน้า 166) Oli Mould ยกคำพูดของเจสสิก้า โกลด์แมน ที่พูดถึงวินวูดว่า
ผู้คนอยากเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่สร้างสรรค์และพวกเราต้องการสร้างศูนย์กลางของชนชั้นสร้างสรรค์ เราต้องการสร้างละแวกบ้านที่มุ่งไปสู่ผู้คนสร้างสรรค์ เราคือผู้ฟื้นฟูละแวกเพื่อนบ้าน ในละแวกแบบที่เราอยู่ทุกวันนี้ ที่วินวูดไม่มีอะไรที่เป็นประวัติศาสตร์ของพื้นที่ แต่ที่มีก็คืองานศิลปะริมถนนและมันยังไม่เคยถูกคัดสรร
หน้า 167
คุณคิดอย่างไรกับคำปราศรัยนี้ เป็นไปได้ไหมที่ชุมชนหนึ่งไม่มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง? ศิลปินกลายเป็นผู้ฟอกขาวให้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วหรือ?
มีรายละเอียดและประเด็นน่าสนใจมากมายในหนังสือเล่มนี้ ผมใช้เวลาอ่านไม่นาน เพราะรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่แดกดัน เสียดสี แต่เปี่ยมด้วยองค์ความรู้และข้อมูลสนับสนุน ที่สำคัญมันออกมาได้ถูกจังหวะเวลา (อย่างน้อยก็ในสังคมไทยล่ะ)
สารภาพว่าห้วงยามที่คำว่า สร้างสรรค์ เกลื่อนกลาดเต็มหน้าสื่อ ผมเองก็อยากทำอะไรที่เรียกว่า สร้างสรรค์ เหมือนคนอื่นบ้าง คิดหัวแทบแตก แต่ก็คิดไม่ออก ไม่ก็รู้สึกว่ายังไม่สร้างสรรค์พอ ลงเอยด้วยความรู้สึกว่าสงสัยฉันจะไม่ฉลาดหรือไม่มีความสร้างสรรค์พอ น่าจะมีคนที่เคยผ่านประสบการณ์แบบผม
ส่วนใหญ่แล้ว เรามักไม่ตั้งคำถามว่า ความสร้างสรรค์ คืออะไร เพราะทึกทักเอาว่ามันมีความหมายชัดเจนในตัวอยู่แล้ว นอกจากนั้น เราไม่ถามด้วยว่าจะสร้างสรรค์ไปเพื่ออะไร นั่นทำให้ความสร้างสรรค์ถูกทุนนิยมฉกฉวยไปใช้เป็นเครื่องมือ ดึงผู้คนไปใช้เป็นเครื่องมือ สร้าง ‘ชนชั้นสร้างสรรค์’ ที่อาจต้องการแค่พื้นที่ co-working space หรือร้านกาแฟที่จัดองค์ประกอบดีๆ กับเน็ตแรงๆ โดยตัดขาดจากบริบทของชีวิตรอบตัว การเมือง เมือง ผู้คน และวัฒนธรรมจริงๆ
Oli Mould ชี้ว่า ความสร้างสรรค์ที่แท้จริงควรนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งสังคม สร้างความเป็นชุมชน สร้างความรู้สึกเป็นของส่วนรวม เพิ่มความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ลดทอนสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงเป็นสินค้า และไม่จำเป็นต้องหวือหวา
บางทีครับบางที ในบางจังหวะความสร้างสรรค์อาจหมายถึงการหยุดสร้างสรรค์ แล้วกลับไปนอน


