A BOOK with NO NAME  คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

533 views
5 mins
February 24, 2026

          ด้วยบรรยากาศร่มรื่นของหน้าร้าน A BOOK with NO NAME ริมถนนปากซอยสามเสน 17 ดูชวนให้หยุดสายตาและแวะพัก เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็ยิ่งตกหลุมรักเข้าไปอีกกับชั้นหนังสือและโต๊ะวางวรรณกรรมคลาสสิกที่เรียงรายทั่วร้าน บางเล่มแฝงเรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรม ปรัชญา บางเล่มก็เป็นหนังสือภาพที่น่าค้นหา หรือหนังสือ self-publisher จากนักเขียนอิสระที่ออกทุนตีพิมพ์เองไม่กี่สิบเล่ม บางมุมมีขวดกระป๋องเครื่องดื่มลวดลายเก๋ที่ทั้งคู่เก็บสะสมวางตกแต่งอยู่ ขณะที่ผนังเขียวเข้มคลาสสิกก็เต็มไปด้วยภาพวาดบุคคล ภาพปกหนังสือหายาก ไปจนถึงงานศิลปะที่ชวนให้หยุดมอง

          Books & Beer คือคอนเซปต์ของร้านหนังสืออิสระ ที่สองผู้ก่อตั้งจากรั้วศิลปากร กา–วิทยา ก๋าคำ และ โดนัท–งามแสนหลวง สิงห์เฉลิม ร่วมกันสร้างขึ้นมาจากความรักหนังสือและความชอบเครื่องดื่ม ส่วนชื่อร้าน A BOOK with NO NAME ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง A Horse With No Name ของวง America ซึ่งเล่าถึงการเดินทางค้นหาตัวเองที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ต่างจากเส้นทางของร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้ ที่ทั้งสองตั้งใจให้เป็นพื้นที่พักใจระหว่างทางของนักอ่านและนักเขียนทุกคน

          “เราคลั่งไคล้วรรณกรรมมาก” กาเริ่มต้นเล่า ก่อนที่โดนัทจะเสริมต่อด้วยรอยยิ้มว่า “พี่กาเขาเป็นคนรักการอ่าน พอเรามารู้จักกัน เขาก็สร้างนิสัยรักการอ่านให้ ชวนกันไปเที่ยวร้านหนังสืออิสระ ได้ป้ายยาหนังสือกันไปกันมา จนสุดท้ายแล้ว เราก็อยากมีร้านของเราเองสักร้านหนึ่ง” 

A BOOK with NO NAME  คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ
กา–วิทยา ก๋าคำ และ โดนัท–งามแสนหลวง สิงห์เฉลิม

          แม้จะเรียนกันคนละสาย กาเรียนจิตรกรรม ส่วนโดนัทเรียนโบราณคดี แต่วรรณกรรมกลายเป็นจุดร่วมสำคัญ

          “คณะพี่กาเขาไม่ได้บังคับให้อ่านหนังสือส่วนคณะเราถูกบังคับให้อ่าน แต่เราไม่ค่อยมีความสุขกับที่อ่านเท่าไร พอพี่กาแนะนำให้อ่านวรรณกรรม เราเลยรู้ว่ามันมีวรรณกรรมอีกมากมายที่มันน่าอ่าน และพี่กาชอบพูดตลอดคือ คนทำงานศิลปะเป็นคนเซนสิทีฟ อ่อนไหว แต่ว่ายังไม่ละเอียดอ่อนมากนัก ดังนั้นการอ่านหนังสือก็ช่วยให้ละเอียดขึ้น ทำให้เราได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ได้นำเสนอในสิ่งที่อยากนำเสนอได้ดีมากขึ้น” โดนัทเล่า 

          ด้วยความหลงใหลในวรรณกรรมและเครื่องดื่มของทั้งคู่ จึงเกิดเป็น A BOOK with NO NAME ร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่หนังสือวรรณกรรมคุณภาพให้เลือกอ่าน แต่ยังมีกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนมโฮมเมดอร่อยๆ ฝีมือโดนัทเป็นอีกเสน่ห์ของร้านด้วย 

          ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่พักใจเล็กๆ ที่อบอวลด้วยกลิ่นหนังสือ กาแฟ และมิตรภาพ เป็นคอมมูนิตี้ของนักอ่าน นักอยากเขียน และคนรักเครื่องดื่มสุดคราฟต์ ที่มาแลกเปลี่ยน พูดคุย เชียร์อัปให้กัน และลงมือสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง และสำหรับใครที่เป็นทาสหมาและแมว การมาซื้อหนังสือและนั่งอ่านที่นี่ คุณจะได้เพื่อนร่วมโต๊ะเป็นสมาชิก 4 ขา ด้วยนะ ฟินสุดๆ 

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

A BOOK with NO NAME, But Full of Light เมื่อร้านหนังสือจุดไฟให้นักเขียน 

          กว่า 7 ปีแล้วที่ A BOOK with NO NAME เปิดไฟส่องสว่างริมปากซอยสามเสน 17 ถนนสายเงียบที่อยู่ห่างจากความคึกคักของตลาดศรีย่านแค่เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ร้านได้ทันเป็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามของซูเปอร์มาร์เก็ตห้างเอดิสัน (อดีตห้างชื่อดังประจำย่านศรีย่าน) และล้อมรอบด้วยร้านค้าเก่าแก่ ทั้งร้านขายเครื่องเงิน ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ที่วันนี้เจ้าของจากไปทีละคน

          “เมื่อก่อนคึกคักกว่านี้นะ” โดนัทว่า เมื่อทักว่าบรรยากาศแถวนี้ช่างเงียบจัง 

          กาหัวเราะเบาๆ ก่อนบอกว่า “แต่ตรงตลาดศรีย่านคึกคักนะ ศรีย่านกับตรงนี้เหมือนอยู่กันคนละโลก คนที่อยู่ศรีย่านเขายังบอกเลยว่าไม่รู้จักร้านเรา ไม่ได้สังเกตว่ามีร้านหนังสือ ทั้งที่เราอยู่มา 7 ปีแล้วนะ” 

          “ใช่เลย” โดนัทพยักหน้า “ห่างกันนิดเดียวแค่ 500 เมตร ศรีย่านสว่าง ที่นี่มืด” แล้วเธอก็พูดถึงซีรีส์เกาหลีเรื่อง Light Shop ที่เธอชอบ และเปรียบว่า “ร้านเราเหมือนในซีรีส์เลย อยู่หัวมุมถนน และมีไฟส่องสว่างอยู่ร้านเดียว”

          ในซีรีส์ Light Shop จากเกาหลีใต้ เล่าถึง ร้านค้าที่กลายเป็นสถานที่กลางทางระหว่างความเป็นและความตาย เป็นแสงสว่างเดียวในเส้นทางของความมืดที่ชี้ให้วิญญาณที่กำลังหลงทางอยู่ เห็นว่าจะกลับเข้าร่าง หรือเดินหน้าสู่การเกิดใหม่ ถ้าตรงนั้นคือแสงนำทางของวิญญาณที่หลงทาง สำหรับร้าน A BOOK with NO NAME ก็คงเป็นแสงส่องทางเล็กๆ สำหรับนักอยากเขียนที่ยังลังเลว่าจะเขียนอย่างไรดี ได้กล้าเริ่มต้นเขียนในสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ

          เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ร้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่เพียงแค่ขายหนังสือ แต่ยังสร้างบรรยากาศของการสานฝัน ผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งอ่านกวี, ฟังดนตรี, ดูภาพยนตร์, Steal-Book Talk, Book Blind Date หรือเสวนาต่างๆ ที่มักจะลงท้ายด้วยการมีนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง ได้เริ่มต้นก้าวแรกของตัวเองเสมอ

          “มีอยู่ปีหนึ่ง ตอนวันครบรอบร้าน เราจัดกิจกรรมให้คนมาอ่านบทกวีของตัวเอง” โดนัทเล่า “มีน้องคนหนึ่งบอกเราว่า ที่เขากล้าพิมพ์ กล้าทำหนังสือ ก็เพราะได้มาอ่านที่นี่แหละ”

          กาเสริมทันที “เขาเริ่มมีเป้าหมายขึ้นมา” 

          “ใช่เลย” โดนัทพยักหน้า “แต่ก่อนเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเขียนมันเพ้อเจ้อ ไม่มีใครสนใจ แต่วันนั้นมันมีทั้งกลุ่มนักกวีและลูกค้าที่ร้านนั่งฟัง เขาเลยกลับไปเปิดบันทึกของตัวเอง แล้วเห็นเลยว่า ‘เออ มันคือกวีแนวนี้นี่นา’ เขาเลยเอาไปพิมพ์เป็นเล่มดูบ้าง” เสียงของโดนัทเต็มไปด้วยความภูมิใจ 

          “เขามีอาชีพหลักอย่างอื่นนะ แต่การเขียนมันเป็นความฝันเล็กๆ ในใจ ที่เขาอยากมีหนังสือสักเล่มเป็นของตัวเอง” แล้ววันนั้นก็กลายเป็นวันเริ่มต้นที่ได้ตามความฝันของตัวเองสักที 

          “เคยมีรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อบีเบอร์ เขากำลังหาทางของตัวเองอยู่” โดนัทเล่า เขาพิมพ์หนังสือออกมาวางขายที่ร้านสักพักแล้ว แต่ขายไม่ได้ โดนัทเลยให้คำแนะนำว่าให้ลองไปปรึกษา พี่โย–กิตติพล สรัคคานนท์ ดู (นักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของร้านหนังสือ Books & Belongings)

          “เราก็แนะนำให้เขาเอางานไปให้พี่โย อ่านดู 

          แต่เขาเป็นเด็กอินโทรเวิร์ตมากๆ เงียบๆ ก็ไม่กล้านะ เราก็บอกว่า ลองเลย พี่โยแนะนำได้แน่นอน” แล้วก็จริง พอเขายื่นหนังสือให้พี่โยอ่าน โดนัทก็เห็นประกายบางอย่างเกิดขึ้น “เราเห็นเลยว่าสีหน้าแววตาเขาเปลี่ยน แววตามีความมั่นใจขึ้นทันที” 

          หลังจากนั้นไม่นาน บีเบอร์ หรือจุฑาพิชญ์ อุสาหะ ก็มีกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ และแนะนำตัวในฐานะนักเขียนตัวเล็กๆ ให้ทุกคนได้รู้จัก โดยได้พี่โยมาเป็นบรรณาธิการร่วมพูดคุยเกี่ยวกับผลงาน 

           “วันนั้นมีกลุ่มเพื่อนๆ แล้วก็ลูกค้าทั่วไป ประมาณ 15 คน ปรากฏว่าหนังสือขายได้ ไม่เยอะมากหรอก แต่เราเห็นเลยว่าเขายิ้มดีใจ อิ่มใจว่าเป็นเงินก้อนแรกจากหนังสือ” และจากนั้นก็ขยันพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ๆ ออกมาอีก เช่น เรื่อง Sex life taste on the rooftop เป็นต้น โดนัทเห็นว่า แม้นักเขียนส่วนใหญ่จะเป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัว แต่การมาจัดเสวนาหรือจัดงานเปิดตัวหนังสือ จะทำให้ผู้อ่านเห็นความเคลื่อนไหว และมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายหนังสือได้ดีขึ้น 

          กากล่าวเสริมว่า “เรารู้ว่าสำหรับการเริ่มต้นเป็นนักเขียน สิ่งที่เขาอยากได้ คืออยากให้มีหนังสือตัวเองมาวางในร้านหนังสือ ไม่ได้ซีเรียส ว่าขายได้ ขายไม่ได้ แค่ให้คนเห็น เขาก็โอเคแล้ว”กาจึงทำหน้าที่ดูแลการวางหนังสือในร้าน คอยหมุนเวียนเล่มต่างๆ ให้ลูกค้าได้เห็นอยู่เสมอ คอยเขียนแนะนำหนังสือ เล่มที่เขาอ่านแล้วชอบ คอยป้ายยาให้ลูกค้าโดนตก และอย่าเผลอชวนกาคุยเรื่องหนังสือเชียว คุณได้หยิบหนังสือเล่มนั้นกลับบ้านแน่นอน บางทีมีนักเขียน self-publisher ที่นำหนังสือตีพิมพ์เองมาวางขาย ก็ยังไม่รู้ว่าจะตั้งราคาเท่าไรเลย พอลูกค้าถาม ก็หันไปถามเจ้าของร้านหนังสือต่อ

          โดนัทว่า “พอเรามีร้าน มันก็มีทั้งคนทำงานเขียน นักอ่าน คนทำงานสร้างสรรค์มากันเยอะ แล้วเราก็รู้ว่า ชีวิตมันไม่ได้สวยหรู บางวันที่เขาไม่มีเงิน พี่กาชอบบอกว่า ‘มา เดี๋ยวพี่เลี้ยงเบียร์เอง’ แต่ก็ซื้อของที่ร้านนะ” โดนัทพูดพลางหัวเราะ ทั้งคู่หัวเราะตาม

          “เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นนักเขียนหรอก” กาว่า “เรามองว่าเขาเป็นน้อง เป็นเพื่อน”

          และด้วยมิตรภาพแบบนี้เอง ร้านเล็กๆ แห่งนี้ถึงได้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่คอยจุดไฟฝันให้ใครต่อใครอยู่เสมอ

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

To Build a Bookshop, You Run a Long Roadการทำร้านหนังสือ คือการวิ่งมาราธอน

          “เราเคยคุยเรื่องหนังสือกับพี่กา แล้วนึกถึงหนังสือ เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง ของมูราคามิแล้วรู้สึกว่าการทำร้าน A BOOK with NO NAME คือการวิ่งมาราธอน” โดนัทว่า “มันคงไม่ได้สวยหรูตลอดทาง” 

          ช่วงที่ไม่สวยเอาเสียเลย คือช่วงโควิด-19 ที่ร้านต้องห้ามคนนั่ง  ห้ามทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อต้องทำให้ร้านหนังสือและตัวเองมีชีวิตรอด พวกเขาจึงต้องดิ้นรนหาทางอื่น ทั้งขายต้นไม้ ขายขนม จนกระทั่งเริ่มทำคุกกี้หมุดคณะราษฎร ที่กลายเป็นทั้งรายได้ และรอยยิ้มในวันที่มืดมนที่สุด

          “เรารู้สึกว่าร้านเราสวยมากเลยนะ สวยแบบทำในชีวิตจริงไม่ได้ เหมือนถูกเซตมาให้ถ่ายรูป”

          การำลึกถึงบรรยากาศร้านในตอนนั้นที่ต้องขายต้นไม้ไปด้วย ส่วนโดนัทเล่าว่า ช่วงนั้นคาบเกี่ยวกับช่วงที่เธอไปร่วมชุมนุมบ่อยๆ ด้วยจุดยืนของร้านหนังสือที่เปิดกว้าง และไม่กลัวที่จะพูดเรื่องการเมือง เธอก็แบกหนังสือใส่เป้ไปขายในม็อบ และทำคุกกี้รูปหมุดคณะราษฎรออกมาขาย ซึ่งปรากฏว่าได้รับความนิยมมากอย่างคาดไม่ถึง

          “แม่พี่กาส่งของจากต่างจังหวัดมาให้ แล้วมีงาขี้ม่อน (ธัญพืชเฉพาะถิ่นภาคเหนือ) แล้วงานี้มันอร่อยมาก ไม่ค่อยมีใครเคยกิน เราเลยลองเอามาใส่คุกกี้ แล้วพบว่ามัน กรุบกรอบ เคี้ยวมัน อร่อยมาก” โดนัทเล่าให้ฟัง 

          “ร้านเรามีลูกค้าที่เป็นหมอ-พยาบาลเยอะ ตอนนั้นเราทำขนมแจกคนไร้บ้าน ทำแจกเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ เราก็เปิดรับออร์เดอร์ ตอนนั้นทำกัน 400-500 ชิ้น อบในร้านจนร้านมีแต่กลิ่นคุกกี้ เราก็นำไปให้มูลนิธิกระจกเงา ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่วชิรพยาบาล และโรงพยาบาลสนามอื่นๆ ด้วย” คุกกี้งาขี้ม่อนจึงกลายเป็นอุดมการณ์กินได้ ที่ทั้งช่วยให้ร้านอยู่รอด และต่อยอดกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้านมาจนถึงทุกวันนี้

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

          ในวันที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ร้านหนังสือเล็กๆ ก็ต้องปรับตัวอีกครั้ง กาและโดนัทต่างยอมรับว่า แค่การทำร้านหนังสืออย่างเดียวไม่เพียงพอให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ทั้งคู่จึงมีงานประจำของตัวเองควบคู่ไปด้วย อย่างโดนัททำงานออฟฟิศเป็นพนักงาน Recruiter ส่วนกาเป็นทั้งศิลปินและครูสอนศิลปะ ซึ่งเร็วๆ นี้เขากำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวที่ 333 Gallery พร้อมกับเริ่มต้นโครงการ ‘ห้องเรียนศิลปะในร้านหนังสือ’ ที่สอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงระดับเตรียมสอบ (โดนัทแอบแซวร้านตัวเองว่า วันไหนไม่มีลูกค้า มีนักเรียนมานั่งวาดรูปเป็นเพื่อนกันก็ยังดี) 

          “การอ่านหนังสือกับการทำงานศิลปะสำหรับพี่ มันคืออันเดียวกัน แยกกันไม่ออกเลยครับ” กากล่าวถึงศิลปะในร้านหนังสือ แม้เขาจะไม่สามารถลงมือวาดรูปในร้านได้ เพราะกลิ่นของสีน้ำมันอาจรบกวนลูกค้า และเวลาวาดก็ต้องอาศัยสมาธิสูง แต่หนังสือวรรณกรรมหลายเล่มที่เขานั่งอ่านในร้าน กลับกลายเป็นเชื้อไฟให้เขาสร้างสรรค์ผลงานใหม่อยู่เสมอ

          “ถ้าไม่ได้อ่าน พี่ก็วาดงานไม่ออก พี่ต้องอ่าน เพราะชีวิตพี่อยู่กับหนังสือเยอะมาก วิธีคิด วิธีทำงาน มันได้มาจากตรงนั้น ไม่ใช่ว่าบังเอิญไปเจออะไรแล้วมีแรงบันดาลใจนะ แต่มันตั้งต้นจากหนังสือ ข้อความ หรือความคิดของตัวละคร เป็นจุดเริ่มต้นครับ”

          สำหรับโดนัท การเดินทางตลอด 7 ปีของ A BOOK with NO NAME กำลังเข้าสู่ก้าวใหม่ “พอร้านครบ 7 ปี เราก็คิดว่าถึงเวลาต้องรีแบรนด์แล้วแหละ” เธอว่า “เราพยายามไม่ปล่อยให้ร้านนิ่งเกินไป พยายามจัดกิจกรรมเรื่อยๆ”

          หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยในช่วงหลังคือ “มาคนเดียวได้ไหม” ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากจัดกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้เข้ามาใช้เวลาในร้านได้อย่างสบายใจ “อย่างที่พี่กาพูดตลอดว่า ร้านเราไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่คือคอมมูนิตี้ที่เราอยากให้คนเข้ามามากขึ้น จะมาอ่านหนังสือ มาทำงาน เล่นกับแมว หรือทักคนข้างๆ ก็ได้” โดนัทเล่าพลางยิ้ม ก่อนจะเสริมว่า ครั้งหนึ่งมีคนมาจัด Speed dating ในร้านด้วย เลยรู้สึกว่าร้านนี้เหมาะกับคนที่มาคนเดียว แล้วได้เจอเพื่อนใหม่โดยไม่รู้ตัว

          และในอนาคตอันยังไม่ใกล้หรือไกล ทั้งกาและโดนัทมีความฝันร่วมกัน คืออยากขยายร้านหนังสือไปต่างจังหวัดตามแผนกลับบ้าน เป็น A Book Hometown อย่างน้อยก็จะมีสาขาหนึ่งอยู่ที่บ้านพี่กาที่พะเยา เพราะพวกเขาอยากให้ต่างจังหวัดมีร้านหนังสืออิสระแบบเดียวกับ ร้านหนังสือเล็กๆ ที่รัก (Little lovely bookshop) ของลำปาง หรือ ร้านหนังสือเล็กๆ สารภี เชียงใหม่

          “พี่นึกภาพตัวเองตอนไม่มีร้านไม่ออกแล้ว” กาว่าอย่างเงียบๆ “เคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าเราไม่ทำร้าน จะไปทำอะไร คิดถึงร้านไหม คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในร้านหนังสือของตัวเองไหม… มันเศร้านะ ยังไม่น่าจะรับได้ เลยยังทำไปเรื่อยๆ”

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ
A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ
A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ

          สำหรับกา ร้านหนังสือเป็นมากกว่าที่ขายหนังสือ แต่คือสถานที่ที่ทำให้หนังสือบางเล่ม ได้พบเจอกับผู้อ่านที่ชะตาต้องกัน “ถ้าเราต้องการหนังสือเล่มหนึ่ง เราก็แค่เสิร์ชในอินเทอร์เน็ต แล้วก็จะได้แค่เล่มนั้นเล่มเดียว แต่ถ้ามาร้านหนังสือ คุณจะได้เจอหนังสือที่คุณไม่คิดว่าจะมีอยู่ก่อนเลย แต่มันต้องการคุณ หรือคุณต้องการมัน” เขาว่า “หนังสือได้เจอคนอ่านที่หลากหลาย และคนอ่านก็ได้เจอหนังสือที่พออ่านแล้วรู้สึกว่า ดีใจจังที่ได้อ่าน โชคดีที่ได้อ่าน ถ้าไม่ไปร้านหนังสือ ก็คงไม่ได้เจอเล่มนั้นเลย”

          โดนัทเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแต่เธออธิบายมันจากอีกมุมหนึ่ง

          “สำหรับเรา การมีอยู่ของร้านหนังสือ เหมือนเป็นการตอกย้ำว่าบนโลกนี้ควรมีที่แบบนี้อยู่ แม้โลกจะหมุนจนมีอีบุ๊ก แต่มันมีหนังสือที่เป็นเล่มๆ อยู่นะ” เธอพูดพลางหัวเราะนิดๆ “อาจเพราะโดนัทเรียนโบราณคดีมา แล้วโบราณสถานก็บอกเราว่าเคยมีสถานที่แบบนี้อยู่ เป็นหลักฐานการมีอยู่หรือเคยมีอยู่ของบางสิ่ง เราอยากให้ร้านหนังสือเป็นแบบนั้น” แม้จะขายดีหรือไม่ก็ตาม หนังสือในความหมายของโดนัท คือการจับความคิดในสมองออกมาเรียบเรียงจนกลายเป็นหนังสือที่ส่งต่อให้คนอ่านได้ “มันคือการยืนยันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าหนังสือยังอยู่ และยังมีร้านหนังสือ ไม่ใช่ห้างหรือคาเฟ่ไปเสียหมด”

A BOOK with NO NAME คอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่จุดไฟนักเขียนหน้าใหม่เสมอ


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก