101 บทเรียนสำหรับนวัตกร
ตอนที่ 93 ในการสร้างมาตรฐานใหม่ คุณต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายนั้น และสนุกไปกับมันจริงๆ
แรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังเกม Nintendo (นินเทนโด) กว่า 70 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นของชิเงรุ มิยาโมโตะ (Shigeru Miyamoto) ผู้บุกเบิกการนำเส้นเรื่องและตัวละครเข้ามาสู่วงการวิดีโอเกม
มีคนถามมิยาโมโตะว่าเขาสามารถสร้างสรรค์เกมใหม่เพื่อพิชิตตลาดเกมอาร์เคดของอเมริกาได้หรือไม่ โดยตัวเขาเองก็มักจะสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมเกมถึงไม่สามารถตีความออกมาเป็นเรื่องราว เทพนิยาย หรือตำนาน อย่างเช่นเรื่องคิงคองที่เขาโปรดปรานได้ และนั่นก็กลายเป็นช่วงเวลาที่เขามาพร้อมกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าคิงคองแสนน่ารักที่ตกอยู่ใต้อาณัติของช่างไม้บ้าที่ปฏิบัติต่อคิงคองอย่างเลวร้าย ทีมงาน Nintendo เปลี่ยนชื่อของตัวละครช่างไม้นั้นจาก ‘Jumpman’ (จัมป์แมน) มาเป็น ‘Mario’ (มาริโอ) เพราะตัวละครนี้คล้ายกับ Mario Segali (มาริโอ เซกาเล) เจ้าของอาคารที่ Nintendo เช่าเป็นสำนักงานสาขาอยู่ และ Donkey Kong (ดองกีคอง) ก็กลายมาเป็นเกมฮิตติดชาร์ตเกมแรกของ Nintendo บนตลาดเกมอาร์เคดของเมริกาในปี 1981
ต่อมา มิยาโมโตะได้สร้างตัวละครช่างไม้ขึ้นใหม่อีกครั้ง หลังจากที่มีใครบางคนมาบอกมิยาโมโตะว่าตัวละคร Mario ดูเหมือนช่างประปามากกว่าช่างไม้เสียอีก เขาจึงจัดการเปลี่ยน Mario ให้กลายเป็นช่างประปาเสียเลย ความฝันอีกประการหนึ่งของมิยาโมโตะยังอยู่ที่การทำให้ผู้เล่น 2 คนสามารถเล่นเกมด้วยกันได้ ดังนั้น เขาจึงสร้างตัวละครน้องชายของ Mario นามว่า Luigi (ลุยจิ) ที่ใส่ชุดสีเขียวทั้งตัว เส้นเรื่องดังกล่าวนี้ได้รับการพัฒนามาเป็นเกม ‘Super Mario Bros’ (ซูเปอร์มาริโอ บราเธอร์ส) วางจำหน่ายในปี 1984 และกลายเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่ได้รับความรักมากที่สุดตลอดกาล
เฉพาะซีรีส์เกมของ Donkey Kong, Mario และ Zelda (อีกหนึ่งเกมผจญภัยอิงเนื้อเรื่องที่มิยาโมโตะได้สร้างสรรค์ขึ้น) ก็ทำยอดขายรวมมากกว่า 350 ล้านชุดทั่วโลกแล้ว
สิ่งที่นวัตกรได้เรียนรู้จากชิเงรุ มิยาโมโตะก็คือ ‘ในการสร้างมาตรฐานใหม่ คุณต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายนั้น และสนุกไปกับมันจริงๆ’

ที่มา
หนังสือ Inspiration for Innovation: 101 Lessons for Innovators เขียนโดย Gijs van Wulfen


