101 บทเรียนสำหรับนวัตกร
ตอนที่ 82 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องราวของหมวกกันน็อคจักรยานล่องหนใบแรก
ที่ประเทศสวีเดน อุบัติเหตุจากการขี่จักรยานได้คร่าชีวิตคนไปกว่า 40 รายและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 3 หมื่นคนต่อปี ทำให้มีการออกกฎหมายที่บังคับให้เด็กทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขี่จักรยาน ก่อให้เกิดการถกเถียงว่าควรขยายการบังคับใช้หมวกกันน็อคนี้ไปยังผู้ใหญ่ด้วยหรือไม่
อันนา เฮาพท์ (Anna Haupt) และเทเรส อัลสติน (Terese Alstin) สองนักศึกษาปริญญาโทสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ตระหนักว่า ผลงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของพวกเธอ น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับนำไปปรับใช้กับการออกแบบหมวกกันน็อคจักรยานแบบดั้งเดิมให้สมบูรณ์มากขึ้น
ก้าวแรกของพวกเธอ คือการลงไปสำรวจผู้คนบนท้องถนนว่า ทำไมมีเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยที่สวมหมวกกันน็อคจักรยาน ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ชี้ชัดว่า ผู้คนต่างลังเลใจที่จะใส่หมวกกันน็อคจักรยาน แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วคนเราต้องการป้องกันศีรษะของตนให้ปลอดภัยจากการเกิดอุบัติเหตุ แต่การจะตัดสินใจว่าจะใส่หมวกกันน็อคหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ต่อมาพวกเธอจึงทำแบบสำรวจเพื่อขอให้ผู้คนอธิบายหมวกกันน็อคในอุดมคติของพวกเขา จนพวกเธอได้ค้นพบไอเดียสุดบรรเจิดเมื่อได้พบกับคำว่า ‘ล่องหน’
นี่คือสิ่งที่โลกต้องการ: หมวกกันน็อคจักรยานล่องหนที่จะไม่ทำให้ผมของคุณเสียทรงอีกต่อไป
จากโปรเจ็กต์จบการศึกษา สู่แนวคิดอันเป็นนวัตกรรมการออกแบบชิ้นใหม่ของโลก พวกเธอตั้งชื่อหมวกกันน็อคแบบมีถุงลมนิรภัยนี้ว่า ‘Hövding (เฮิฟดิง)’ ลักษณะเป็นปลอกที่นักปั่นจักรยานสามารถสวมไว้รอบคอ ซึ่งส่วนของถุงลมจะถูกซ่อนไว้ภายในปลอกสวมคอนั้น โดยเมื่อ Hövding ได้รับแรงกระแทกจากการชน ก็จะปลดปล่อยก๊าซฮีเลียมออกมาเพื่อทำให้หมวกกันน็อคพองตัวขึ้น
ปัจจุบันนี้ Hövding มีจำหน่ายในตลาด 16 แห่งทั่วยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจากเรื่องราวนี้ทำให้เราถอดบทเรียนได้ 3 ข้อ คือ จงเริ่มต้นแนวคิดจากปัญหาของลูกค้า เปิดรับแนวคิดปฏิวัติวงการที่บ้าบิ่น และจงย้ำคิด ย้ำทำ และยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่นเข้าไว้

ที่มา
หนังสือ Inspiration for Innovation: 101 Lessons for Innovators เขียนโดย Gijs van Wulfen

