24 มกราคม พ.ศ. 2548 ห้องสมุดภาพลักษณ์แปลกใหม่ บรรยากาศทันสมัย อวดโฉมต่อสังคมไทยเป็นครั้งแรก บนชั้น 6 ศูนย์การค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (ต่อมาคือศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์) รู้จักกันในชื่อ ‘อุทยานการเรียนรู้ TK Park’ นับจากวันนั้นเป็นต้นมาได้สร้างปรากฏการณ์มากมายต่อกระบวนการส่งเสริมการอ่านของประเทศ และมีส่วนอย่างสำคัญในการ ‘เขย่า’ ความคิดเรื่องการพัฒนาห้องสมุด
ระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี มีเรื่องราวความผันผวนมากมายเกิดขึ้นในโลกและสังคมไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อบทบาทและการดำเนินงานอุทยานการเรียนรู้ จนอาจกล่าวได้ว่ากำเนิดและการเติบโตของอุทยานการเรียนรู้ เป็นประวัติศาสตร์ห้องสมุดร่วมสมัยที่คู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย
ก่อร่างสร้างแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต”
อุทยานการเรียนรู้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาสำคัญของสังคมไทยเกี่ยวกับการพัฒนาคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ อุปสรรคสำคัญคือระบบการศึกษาและการเรียนการสอนที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น กล้าคิด กล้าทำ เยาวชนมีอัตราการอ่านหนังสือน้อย เพราะไม่ได้รับการปลูกฝังและส่งเสริมให้รักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้ รวมทั้งภาพลักษณ์ของห้องสมุดที่ไม่สามารถชักจูงความสนใจให้ผู้คนเข้าไปใช้งานทั้งที่เป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก
วัตถุประสงค์ของอุทยานการเรียนรู้มี 3 ประการ ประการแรก เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เน้นการปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการแสวงหาความรู้ในบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ทันสมัย ประการที่สอง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีนิสัยรักการอ่าน การแสวงหาความรู้ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประการที่สาม ส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชนมีโอกาสพัฒนาแลกเปลี่ยนและแสดงผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสามารถสร้างนวัตกรรม ผลผลิต หรือชิ้นงานจากการผสมผสานด้านศิลปะ วัฒนธรรม ค่านิยมหรือวิถีชีวิต นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในรูปแบบที่หลากหลาย
ความคิดริเริ่มอุทยานการเรียนรู้ผุดขึ้นจากแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เขาได้กล่าวในวาระโอกาสต่างๆ เชิญชวนให้ทุกฝ่าย รวมทั้งครอบครัวและสถาบันการศึกษาหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเยาวชนอย่างจริงจัง และเห็นว่าการสร้างสังคมแห่งปัญญา การใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ เป็นทางออกสำคัญในการเตรียมเด็ก เยาวชน และคนไทยให้ดำรงอยู่ได้ในสังคมที่อาศัยฐานความรู้เป็นหลัก ความปรารถนาที่จะสร้างห้องสมุดมีชีวิต ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้โอกาสเยาวชนปลดปล่อยพลังสมองและพลังความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ตอนหนึ่งว่า “…ปฏิรูปการเรียนรู้โดยยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง หลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นพลังความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การจัดให้มีห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนและสื่อการเรียนรู้ประเภทต่างๆ อย่างทั่วถึง” เหล่านี้คือจุดกำเนิดของการจัดตั้ง “สำนักงานอุทยานการเรียนรู้” ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
แต่การแปลงแนวคิดให้เป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีใจรัก มีความมุ่งมั่น มีหลักคิดและเป้าหมายที่แจ่มชัด กลุ่มผู้บริหารชุดก่อตั้งนำโดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ซึ่งมีประสบการณ์ร่วมกันกับกลุ่มเพื่อนเมื่อครั้งศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส มองเห็นและเข้าใจถึงเบื้องหลังความคิดของการสร้างพื้นที่สาธารณะซึ่งเน้นปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การคิด การแสวงหาความรู้ ในบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติจอร์จ ปอมปิดู จึงเป็นสถานที่ศึกษาดูงานแห่งแรกๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงกระบวนการออกแบบพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย การสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ การดึงภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด
ต่อมา พวกเขาได้ขยายพรมแดนองค์ความรู้ด้วยการไปศึกษาดูงานที่อังกฤษ ได้แก่ British Library และ Idea Store หรือ Library Learning Information และที่ญี่ปุ่น ได้แก่ เซนไดมีเดียเทค กระทั่งแรงบันดาลใจแห่งท้ายสุดคือที่หอสมุดแห่งชาติของประเทศสิงคโปร์ (NLB) ซึ่งดูแลห้องสมุดประชาชนหลายสิบแห่ง ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าหรือใกล้แหล่งชุมชน และมีระบบการบริหารจัดการแบบเอกชน ความรู้และประสบการณ์ที่พบเห็นจากนานาประเทศถูกนำมาประยุกต์ปรับใช้ในกรอบเงื่อนไขและความต้องการของสังคมไทย
กลางปี พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมการอ่าน มีการตั้งคณะทำงานโครงการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ และในปลายปีนั้นเอง คณะทำงานฯ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนบริเวณสยามสแควร์ในหัวข้อ “แหล่งเรียนรู้แบบใดที่วัยรุ่นต้องการ” พร้อมกันนั้นมีการติดต่อประสานงานให้สถาปนิกจากฝรั่งเศสมาศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ โดยใช้จอร์จ ปอมปิดู เซ็นเตอร์ และ NLB เป็นต้นแบบแนวคิด
มกราคม 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ในเดือนถัดมาจึงมีประกาศเรื่องการจัดตั้งสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานภายใน สบร. เพื่อดำเนินการพัฒนาอุทยานการเรียนรู้ต้นแบบแห่งแรก ด้วยขนาดพื้นที่ 1,014 ตารางเมตร ณ บริเวณชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
การดำเนินงานในช่วงแรก มีการจัดตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เช่น คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์และแผน คณะทำงานด้านกายภาพ คณะทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะทำงานด้านดนตรี คณะทำงานด้านกิจกรรม คณะทำงานด้านหนังสือและสื่อ คณะทำงานแต่ละชุดจะแสวงหาเครือข่ายพันธมิตรจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญจะต้องมีเยาวชนเป็นองค์ประกอบเพื่อให้ข้อมูลความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในฐานะที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
11 กันยายน 2547 อุทยานการเรียนรู้และกลุ่มเครือข่ายเยาวชน จัดระดมความคิดเห็นเรื่อง “เยาวชนอยากอ่าน ฟัง ดู เห็นอะไรที่อุทยานการเรียนรู้ อยากให้เว็บไซต์มีลักษณะอย่างไร อยากมีส่วนร่วมในการบริหารอุทยานการเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร” ข้อมูลที่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนงานออกแบบบางอย่าง เช่น การจัดสัดส่วนของพื้นที่ให้มีทั้งพื้นที่อ่านหนังสือแบบเงียบๆ พื้นที่เด็กเล็ก การจัดให้มีเฟอร์นิเจอร์ที่เอื้อต่อการอ่านหนังสือในอิริยาบถที่สบายมากขึ้น เช่น การนอนอ่าน นอกจากนั้นยังใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกหนังสือ ดนตรี และการกำหนดตารางกิจกรรมในแต่ละช่วงเวลา แม้แต่ชื่อพื้นที่กิจกรรมเพื่อการแสดงออกที่เรียกกันว่า ‘ลานสานฝัน’ ก็เป็นผลผลิตที่มาจากความคิดของเยาวชนกลุ่มนี้
หลังจากเปิดให้บริการไม่นาน อุทยานการเรียนรู้ก็ถูกกล่าวถึงในฐานะเป็น “แหล่งมั่วสุมทางปัญญา” สำหรับเยาวชน เพราะความเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีเฉพาะการอ่านหนังสือ แต่ยังได้เรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี เทคโนโลยี และการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนค้นพบตัวตน หลายกิจกรรมมักจะเน้นให้มีการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ออกไปสู่สังคมได้
การเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีกิจกรรมความเคลื่อนไหวใหม่ๆ และต่อเนื่อง เหมือนกับการสร้างชุมชนใหม่ขึ้นมาในห้องสมุด จึงเกิดกระแสและคำเรียกขานที่นี่ว่าเป็น “ห้องสมุดมีชีวิต”
คำว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” อาจมีมาก่อนหน้าการก่อเกิดอุทยานการเรียนรู้ แต่แนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” กลับแพร่หลายอย่างกว้างขวางหลังจากกำเนิดอุทยานการเรียนรู้ โดยเฉพาะในวงการบรรณารักษ์และการศึกษาไทย ห้องสมุดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ห้องสมุดประชาชนหรือห้องสมุดเฉพาะ เกิดความตื่นตัวที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ เงียบขรึม ไร้ชีวิตชีวา ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะสามารถกระตุ้นให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถจุดประกายในการต่อยอดความรู้เพิ่มเติม
อุทยานการเรียนรู้ออกแบบพื้นที่ด้วยแนวคิด “Relax and Alert Environment” ให้มีบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย มีบุคลิกทันสมัย และมีชีวิตชีวาแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไป จัดสรรพื้นที่ให้รองรับกับ “ชีวิต” ของผู้ใช้บริการ โดยคำนึงถึงความต้องการในการใช้พื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละบุคคล ทั้งพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ทำกิจกรรมที่ได้แสดงออกซึ่งความสามารถ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อค้นคว้าต่อยอดองค์ความรู้
จุดเด่นของห้องสมุดมีชีวิตคือกระบวนการคัดสรรหนังสือและสื่อเพื่อให้บริการ ในช่วงแรกเริ่มก่อตั้ง มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือ1 ร่วมเป็นคณะกรรมการจัดทำเกณฑ์การคัดเลือกหนังสือ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการแนะนำหนังสือที่ต้องการอ่านอีกด้วย กระบวนการจัดซื้อหนังสือจะมีความยืดหยุ่น และขั้นตอนการนำหนังสือเข้าสู่ระบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้อ่านหนังสือที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในท้องตลาด
ด้วยปรัชญาแนวคิดของห้องสมุดมีชีวิต 2 ข้อ คือ “หลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” และ “ผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง” อุทยานการเรียนรู้จึงบริหารและดำเนินงานด้วยคณะบุคคลที่มีองค์ประกอบจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของอุทยานการเรียนรู้ และอาจมีคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนเยาวชนหรือเครือข่ายเยาวชน ตัวแทนผู้บริหารอุทยานการเรียนรู้และผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ในระยะแรกทั้งสองคณะจะประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการจัดทำแผนทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติที่ชัดเจน

อุทยานการเรียนรู้ “ต้นแบบห้องสมุดมีชีวิต”
หลังจากขยับขยายมายังบริเวณชั้น 8 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พื้นที่ให้บริการของอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เพิ่มขึ้นเป็น 3,718 ตารางเมตร แบ่งเป็น 11 โซน นอกจากพื้นที่ที่ให้บริการหยิบยืมหนังสือมาอ่านกันแล้ว ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ให้ได้ใช้สอยมากมายเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มอายุและเป้าหมายของการเรียนรู้2
การออกแบบการใช้งานพื้นที่ของ TK Park ถือได้ว่าเป็นการสลายพรมแดนระหว่างห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์เทคโนโลยี ทำให้การอ่านและการเรียนรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่แยกขาดออกจากกัน การออกแบบพื้นที่มีการเชื่อมโยงการเข้าถึงแต่ละพื้นที่ให้เกิดความต่อเนื่องและผสมผสานกระบวนเรียนรู้ด้วยหนังสือ สื่อ ดนตรี ไอที และกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้มีความกลมกลืนกัน3
การดำเนินงานของ TK Park ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น ต้นแบบห้องสมุดมีชีวิต ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ในด้านการสร้างนิสัยรักการอ่าน ช่วยจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจและความตื่นตัวเรื่องห้องสมุด เป็นแหล่งศึกษาดูงาน สอนงาน ฝึกงาน และองค์ความรู้ด้านห้องสมุดมีชีวิตที่สามารถนำไปประยุกต์ในการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน4 บทบาทความเป็นต้นแบบ ไม่ใช่การพยายามทำให้ห้องสมุดทุกแห่งต้อง ‘เหมือน’ TK Park ทุกประการ แต่หน่วยงานหรือห้องสมุดที่อยากปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ ‘มีชีวิต’ ควรมีความเข้าใจถึงปรัชญาแนวคิดห้องสมุดมีชีวิตให้ชัดเจน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนวิธีการทำงานตั้งแต่ขั้นริเริ่มไปจนกระทั่งเมื่อดำเนินการเปิดให้บริการ
และเพื่อให้หน่วยงานหรือผู้สนใจอยากทำห้องสมุดมีชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้ มีกรอบแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ในปี พ.ศ. 2554 TK Park จึงได้จัดทำรายงานศึกษาวิจัย “มาตรฐานและตัวชี้วัดการดำเนินงานห้องสมุดมีชีวิต รูปแบบอุทยานการเรียนรู้” ประกอบด้วยมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านสาระและกิจกรรม ด้านการบริการ ด้านบุคลากร และด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้บริหารแหล่งเรียนรู้และบรรณารักษ์นักเปลี่ยนแปลงสามารถนำไปพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดห้องสมุดมีชีวิตดังที่เห็นได้จากต้นแบบ TK Park5
ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 มีการจัดทำรายงานการศึกษามาตรฐานการจัดพื้นที่ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ในรูปแบบอุทยานการเรียนรู้ ซึ่งใช้หลักการทางวิชาการด้านการออกแบบสภาพแวดล้อมเป็นกรอบคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากบริบทการอ่านและการเรียนรู้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากปี 2554 เช่น เนื้อหาสาระและพฤติกรรมของผู้อ่านผ่านสื่อการอ่านเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากสื่อกระดาษเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ บทบาทการให้บริการของห้องสมุดขยายขอบเขตกว้างขวางกว่าเดิมที่มีเพียงแค่บริการหลักคือการยืมคืนหนังสือและพื้นที่เพื่อการอ่าน เป็นต้น ในรายงานฉบับนี้มีรายละเอียดที่ลงลึกในด้านการจัดแบ่งพื้นที่ มาตรฐานการออกแบบสถาปัตยกรรม แนวทางการออกแบบระบบสิ่งอำนวยความสะดวก การออกแบบสภาพแวดล้อม และการประยุกต์ใช้พื้นที่ตามแต่ละบริบท กล่าวได้ว่ารายงานฉบับนี้ได้ขยายขอบข่ายความคิดไปมากกว่ารายงานที่มีเนื้อหาคล้ายกับการเช็คลิสต์ดังที่ปรากฏในรายงานการศึกษาปี 2554
ในปี พ.ศ. 2565 การจัดทำคู่มือมาตรฐานการบริการอุทยานการเรียนรู้เครือข่าย TK Park ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ในการเป็นต้นแบบห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park เพื่อปรับรูปแบบวิธีการดำเนินการของอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายที่มีอยู่กว่า 30 แห่งให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากการขยายเครือข่ายก่อนหน้านี้เป็นไปโดยความสมัครใจของหน่วยงานที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงห้องสมุดให้มีชีวิต และ TK Park วางบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำหรือพี่เลี้ยง รูปแบบความสัมพันธ์เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานซึ่งค่อนข้างเปิดกว้างและยืดหยุ่นต่อการบริหารจัดการภาพลักษณ์และการสร้างภาพจำ (Branding) ของเครือข่ายแต่ละแห่ง เครือข่ายของ TK Park จึงมีอิสระเต็มที่ในการบริหารจัดการตนเอง เนื่องจากไม่ใช่สาขาของอุทยานการเรียนรู้ ทว่า ผลของความอิสระและผ่อนปรนทำให้ภาพลักษณ์และการดำเนินงานของอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายขาดความชัดเจนและไม่สอดคล้องกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกันกับต้นแบบ
ถึงแม้คู่มือฯ ฉบับปี 2565 จะยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดทิศทางการดำเนินงานที่มีเอกภาพในส่วนของอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายกับอุทยานการเรียนรู้ต้นแบบ แต่ได้วางกรอบแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับหน่วยงานที่สนใจและประสานขอเข้าร่วมเป็นเครือข่ายใหม่ เพื่อร่วมออกแบบภาพลักษณ์และภาพจำตั้งแต่เริ่มการออกแบบด้านกายภาพให้มีความชัดเจนตรงกัน รวมถึงเป้าหมายของห้องสมุดมีชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้ในการเป็นกลไกพัฒนาคุณภาพคนเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น

เติมศักยภาพบรรณารักษ์
โดยปกติแล้ว ห้องสมุดในสายตาและความรู้สึกของคนทั่วไปไม่ใช่สถานที่น่าดึงดูดสักเท่าไรนัก หลายคนมีประสบการณ์กับบรรยากาศเงียบขรึมและเต็มไปด้วยกฎระเบียบเคร่งครัด เข้าไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์การยืมคืนหนังสือหรือค้นคว้าอ่านหนังสือที่ต้องการ แต่หากไม่มีจุดประสงค์ดังกล่าวก็ยากจะจูงใจให้ก้าวเท้าเดินเข้าไปใช้งาน
‘ห้องสมุด’ มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้ใช้งานหลัก แบ่งเป็นประเภทต่างๆ อาทิ ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉพาะ (มักเป็นห้องสมุดของหน่วยงานหรือองค์กรภาคเอกชน ที่เน้นทรัพยากรห้องสมุดซึ่งมีเนื้อหาตามภารกิจหน่วยงาน)
กล่าวเฉพาะห้องสมุดประชาชน ส่วนใหญ่สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (เดิมคือสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) และมีเพียงส่วนน้อยที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
ห้องสมุดประชาชนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด กระจายตัวทุกอำเภอ6 มีจำนวน 913 แห่ง และยังลงลึกถึงระดับตำบล7 อีกจำนวนกว่า 7,435 แห่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของหนังสือและสื่อที่ให้บริการ กล่าวคือมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอ และไม่ทันสมัย นอกจากนั้น ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกายภาพและบรรยากาศ ห้องสมุดประชาชนจำนวนมากมีสภาพเก่าและทรุดโทรม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีไม่เพียงพอ บางแห่งมีบุคลากรที่ให้บริการไม่ได้สัดส่วนกับภาระงานและจำนวนผู้ใช้ และประสบปัญหาความเติบโตก้าวหน้าทางวิชาชีพ เนื่องจากห้องสมุดหลายแห่งไม่มีบรรจุบรรณารักษ์ประจำ เป็นเพียงพนักงานอัตราจ้าง
TK Park แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นต้นแบบพื้นที่การเรียนรู้ในบรรยากาศสร้างสรรค์ เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่รวบรวมสื่อความรู้ทันสมัย และมีพื้นที่เพื่อการแสดงออกหรือการเรียนรู้ที่หลากหลาย พื้นที่การเรียนรู้ในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าลงมือเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิตจึงมีเงื่อนไขสำคัญคือการพัฒนาบุคลากรของห้องสมุดนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดทำโครงการอบรมและประกวดห้องสมุดมีชีวิต (TK Park Living Library Award) กิจกรรมสำคัญของโครงการนี้คือการอบรมบรรณารักษ์ของห้องสมุดที่เข้าร่วมโครงการแบบเข้มข้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของบรรณารักษ์ มีการอบรมในหัวข้อต่างๆ เช่น แนวคิดและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการห้องสมุด การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การจัดระบบความคิดด้วยวิธีการใช้แผนที่ความคิด และวิธีการเขียนแผนงานโครงการแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ความสำเร็จ เนื้อหาทั้งหมดนี้ด้วยความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาห้องสมุดอย่างมีทิศทาง นั่นคือการลงไปพัฒนาที่กลไกรากฐานวิธีการทำงาน ปรับวิธีคิดในการดำเนินงานห้องสมุดให้กับตัวบรรณารักษ์ ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากความรู้ในเชิงเทคนิควิชาชีพ
นอกจากการอบรม ยังใช้กลวิธีการประกวดเป็นเครื่องมือจูงใจ ด้วยการคัดเลือกแผนงานโครงการจากห้องสมุดที่เข้าร่วมการอบรมทั้งหมดประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ทุกสังกัด ให้เหลือประมาณ 6-12 แห่ง แผนงานโครงการดีเด่นนอกจากจะได้รับโล่รางวัลและเกียรติบัตร (ยกย่องทั้งบุคลากรคือบรรณารักษ์ และหน่วยงานคือห้องสมุด) ห้องสมุดแห่งนั้นยังได้รับเงินรางวัลเป็นทุนสนับสนุนในการพัฒนาห้องสมุด โดยนำแผนดำเนินงานที่พัฒนามาจากจากการอบรมและส่งเข้าประกวด มาดำเนินการหรือปรับปรุงให้เกิดขึ้นจริงที่ห้องสมุดของตน และหลังจากนั้น 1 ปี จะมีการเยี่ยมเยียนติดตามผลเพื่อให้คำแนะนำหรือต่อยอดเพิ่มเติม
ในรายงานผลการวิจัยติดตามและประเมินผลโครงการอบรมและประกวดห้องสมุดมีชีวิต ครั้งที่ 2 พบว่า โครงการนี้ทำให้เกิดความตื่นตัวด้านห้องสมุดมีชีวิต บรรณารักษ์ผู้เข้าร่วมโครงการตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต มีความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต นำความรู้ประสบการณ์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ไปใช้ และมีเจตคติที่ดีในการพัฒนาห้องสมุด โดยคำนึงถึงเอกลักษณ์ตามบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน8
ห้องสมุดที่เข้าร่วมโครงการและได้รับรางวัล ยังได้รับการพัฒนาทางกายภาพ ภูมิทัศน์ สภาพแวดล้อม และการออกแบบภายใน เกิดบรรยากาศส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม มีการพัฒนาคุณภาพการบริการ ผู้ใช้บริการมีจำนวนเพิ่มขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิตให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน และให้ความร่วมมือสนับสนุนบทบาทและการดำเนินงานห้องสมุดมีชีวิตในการขับเคลื่อนชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้9
โครงการ TK Park Living Library Award ดำเนินการอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้ง (ระหว่างปี พ.ศ. 2549 – 2555) มีบรรณารักษ์และผู้ดูแลห้องสมุดจากทุกสังกัดทั่วประเทศเข้าร่วมอบรมรวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน ส่งผลให้แนวคิดห้องสมุดมีชีวิตแพร่กระจายไปทั่วและเกิดความตื่นตัวอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องสมุดอย่างขนานใหญ่ ผลลัพธ์ของโครงการชี้ให้เห็นว่าพลังความคิดสร้างสรรค์ของบรรณารักษ์คือปัจจัยสำคัญในการปรับเปลี่ยนห้องสมุดให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการเรียนรู้ และดึงดูดผู้ใช้บริการให้เข้าห้องสมุดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ TK Park จึงสานต่อผลลัพธ์ด้วยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบห้องสมุดในสังกัด เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. ดูแลห้องสมุดโรงเรียน) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน. ดูแลห้องสมุดประชาชน ปัจจุบัน ยกฐานะเปลี่ยนชื่อเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้) รวมถึงกรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดกิจกรรมเพิ่มศักยภาพและถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นให้แก่ครู บรรณารักษ์ ผู้บริหารแหล่งเรียนรู้และสถานศึกษา ดังเช่น การอบรมบรรณารักษ์ 4 ภูมิภาค การอบรมครูบรรณารักษ์ของห้องสมุดโรงเรียน การอบรมบรรณารักษ์และอาสาสมัครประจำบ้านหนังสือของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
บทบาทการเป็นต้นแบบคือการทำให้เห็นตัวอย่างพื้นที่ห้องสมุดที่ดีหรือที่ควรจะเป็น ส่วนการจัดกิจกรรมอบรมและประกวดคือกุศโลบายเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริหารห้องสมุดหันมาใส่ใจให้ความสำคัญกับบรรณารักษ์หรือบุคลากรที่อยู่หน้างาน จะว่าไปแล้วบทบาทดังกล่าวนี้ก็เสมือนเป็น ‘ข้อต่อ’ ที่ช่วยเสริมเติมส่วนที่ขาดหายไปในห่วงโซ่อุปทานของวงการห้องสมุด (Library Supply Chain) การตอบรับกระแสห้องสมุดมีชีวิตทำให้หลายหน่วยงานลุกขึ้นมาปรับปรุงพื้นที่ห้องสมุดและการให้บริการ เพื่อดึงดูดความสนใจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น และยังจุดประกายให้กับหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านไปพร้อมกันด้วย



การสร้างองค์ความรู้
นอกจากเรื่องของห้องสมุดและบรรณารักษ์ TK Park ยังมีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ การสร้างองค์ความรู้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อสังเคราะห์สิ่งใหม่ แต่ส่วนใหญ่แล้วคือการรวบรวมความรู้ที่กระจัดกระจายหรือเข้าถึงยาก นำมาปรับแต่งพัฒนาดัดแปลงหรือจัดการความรู้เหล่านั้นออกมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการนำเสนอในรูปแบบสื่อการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ หรือการศึกษาวิจัย
อันที่จริงองค์ความรู้ที่เกิดจากการจัดการความรู้ที่มีอยู่เดิม อาจเรียกง่ายๆ ว่า ‘เนื้อหาสาระ’ หรือ Content ถ้าหากมุ่งเพียงแค่การผลิตเนื้อหาสาระให้เสร็จ ผลลัพธ์นั้นคงวัดกันที่การเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ แต่ถ้ามุ่งสร้างสรรค์ Content ให้สอดคล้องไปกับทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร มุ่งสร้างองค์ความรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับความพยายามผลักดันแนวคิดใหม่ต่อสังคมให้เท่าทันแนวโน้มและความเปลี่ยนแปลง เช่นนี้แล้วเรื่องของ Content จะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้และจัดการความรู้ เพราะไม่เพียงแค่ความสามารถในการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เท่านั้น แต่ยังต้องผสมผสานความสามารถในการสื่อสารความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creative Knowledge Communication) อีกด้วย
โดยส่วนตัวของผู้เขียน บทบาทการสร้างองค์ความรู้หรือ Content ของ TK Park ไม่ใช่การผลิตเนื้อหาสาระ แต่ Content คือทิศทางขององค์กร ผลผลิตที่ออกมาในรูปของสื่อ กิจกรรม หรืองานวิจัย ในแต่ละช่วงเวลาจึงหมายถึงทิศทางขององค์กร ตลอดเวลาของการดำเนินงานที่ผ่านมานั้น ประเด็น Content ในแง่มุมนี้ยังไม่เคยมีการทำความเข้าใจร่วมกันให้เห็นพ้องตรงกันเท่าไรนัก ดังนั้นบทบาทการสร้างองค์ความรู้จึงค่อนข้างคลุมเครือ มีเพียงบางโครงการกิจกรรมเท่านั้นที่สะท้อนถึงเรื่องของทิศทางองค์กรและแนวโน้มการเรียนรู้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเนื้อหาสาระที่ทำออกมาเพียงเพื่อให้แล้วเสร็จและจบไป
ในระยะแรกเริ่ม TK Park เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ตามยุคสมัย จัดทำเป็นสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายรูปแบบ เพราะตระหนักว่า การที่จะให้เด็กรักการอ่านการเรียนรู้ได้นั้น จำเป็นต้องมีหนังสือหรือเนื้อหาสาระที่ดีๆ ให้เด็กได้ศึกษา และต้องเป็นสื่อการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างเพียงพอ รวมถึงสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงความรู้ของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้
จุดเริ่มต้นของการเข้าไปจัดการความรู้ด้านเนื้อหาสาระภูมิปัญญาไทย ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาข้อมูลและองค์ความรู้มีอยู่กระจัดกระจาย หน่วยงานรัฐขาดการบูรณาการการทำงานเรื่องการรวบรวมองค์ความรู้ของไทย ต่างคนต่างทำ ในขณะที่ในมุมมองของผู้ใช้ พบว่า หากเป็นหลักฐานชั้นต้นซึ่งเป็นเอกสารเก่าหายาก บางชิ้นก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงและใช้งานเพราะเสี่ยงต่อความเสียหาย องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยส่วนใหญ่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์และงานวิจัย ซึ่งอาจจะอ่านยากเข้าถึงยาก ทำให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่สนใจหรือไม่สามารถเชื่อมต่อองค์ความรู้ดังกล่าวเข้ากับประสบการณ์ปัจจุบันได้
หน่วยงานที่ทำหน้าอนุรักษ์ เก็บรักษา และเผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาไทยที่มีบทบาทเด่นชัดที่สุดคือกรมศิลปากร ซึ่งมีหน่วยงานสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักหอสมุดแห่งชาติ และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับส่วนราชการอีกหลายแห่ง คืองบประมาณไม่เพียงพอ ความสามารถในการอนุรักษ์และเก็บรักษาดูแลสามารถทำได้ระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับความสามารถในการเผยแพร่และสร้างความตระหนักหวงแหนภูมิปัญญา
TK Park เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและมองว่าการสนับสนุนงบประมาณลงไปอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกับเพิ่มเติมไอเดียที่มีสีสัน ดัดแปลงเนื้อหาเหล่านั้นให้กลายเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีสาระและรูปแบบที่ดึงดูดสอดคล้องกับความสนใจ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นช่องทางการเข้าถึง จะช่วยเอื้ออำนวยให้กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านี้ได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้และอยากเรียนรู้ต่อไปในที่สุด
ช่วง 5 ปีแรกนับตั้งแต่เปิดให้บริการในต้นปี พ.ศ 2548 TK Park มุ่งพัฒนาเนื้อหาสาระองค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย ภายใต้แนวคิด ‘รากไทย ใบสากล’ ผ่านโครงการสำคัญหลายโครงการ อาทิ โครงการขุมทรัพย์ของแผ่นดิน เป็นการนำหนังสือและเอกสารเก่าหายาก หนังสือบางเล่มมีอายุนับร้อยปี บางเล่มยังอยู่ในรูปแบบสมุดไทยโบราณ มาดัดแปลงให้เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มเติมด้วยสื่อมัลติมีเดีย มีการจัดทำระบบจดหมายเหตุรูปภาพ (Photo Archive) และงานศึกษาวิจัยขนาดสั้นประกอบเนื้อหา ทั้งหมดนี้ช่วยให้หนังสือและเอกสารเก่ามีคุณค่าเพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยังคาดหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดความสนใจอยากศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ผลการดำเนินโครงการมีหนังสือและเอกสารเก่าหรือหายากได้รับการบูรณะและจัดทำสำเนาต้นฉบับมาให้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงนำหนังสือหรือเอกสารตัวจริงออกมาใช้ รวมทั้งสิ้น 30 รายการ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดนี้มีเผยแพร่ ณ จุดบริการของหน่วยงานความร่วมมือและอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายทุกแห่ง รวมทั้งสามารถเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่ความนิยมใช้อุปกรณ์ไร้สายเริ่มได้รับความนิยม
โครงการห้องสมุดดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นความร่วมมือกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีและองค์กรภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน เพื่อรวบรวมข้อมูล ภาพ เสียงเพลงตัวอย่าง และเกร็ดความรู้เรื่องเครื่องดนตรีทั้งสากลและของไทยจำนวนนับร้อยชิ้น เก็บไว้ในเว็บไซต์เพื่อให้บริการที่ห้องสมุดดนตรีภายในอุทยานการเรียนรู้นอกจากนั้นยังร่วมมือกับหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสังกัดหอสมุดแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์เพลงพระราชนิพนธ์ชื่อ“คีตมหาราช” เพื่อเป็นคลังความรู้ดนตรีที่รวบรวมบทเพลงพระราชนิพนธ์และเกร็ดประวัติครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดทั้ง 48 เพลง พร้อมเนื้อร้อง โน้ตเพลง ตัวอย่างเพลง และวีดิทัศน์
โครงการรวบรวมองค์ความรู้ “วัตถุเล่าเรื่อง” จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดทำเป็นหนังสือและอีบุ๊คจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ‘กิน… อยู่… อย่างไทย’ ‘ปัจจัยสี่ของชีวิต’ และ ‘คนก่อนประวัติศาสตร์บนดินแดนไทย’ โดยร้อยเรียงเรื่องราวจากวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ มาเป็นสาระความรู้ที่ย่อยให้อ่านง่ายพร้อมวีดิทัศน์ขนาดสั้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงมรดกทางภูมิปัญญาและรากเหง้าความเป็นไทยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันมานับตั้งแต่อดีต

โครงการจัดทำหนังสือเสียง ในรูปแบบวิดีโอนิทานคาราโอเกะที่ดัดแปลงมาจากนิทานและหนังสืออ่านนอกเวลาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. หรือเดิมคือกรมวิชาการ) โดยคัดสรรเนื้อหาตามช่วงวัย แบ่งเป็น ก่อนวัยเรียน ประถมต้น และประถมปลาย รวมทั้งสิ้น 101 เล่ม
ความพยายามสร้างสรรค์สื่อให้น่าสนใจยังรวมไปถึงการพัฒนาเกมที่นำเนื้อหาสาระความเป็นไทยมาเป็นพื้นฐานการออกแบบเนื้อหาและคาแรกเตอร์ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีเกม (ในขณะนั้น) เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และสนุกสนานไปพร้อมกัน ในช่วงแรกมีการจัดทำเกมออกมาถึง 6 เกมได้แก่ เกมผีไทย กุ๊ก กุ๊ก กรู๋ คนสู้ผี เกมรามเกียรติ์ เกมอยุธยา เกมสุโขทัย เกมไดโนไดโน่ ผจญภัยโลกไดโนเสาร์ไทย และเกม Star Seeker พลิกฟ้าล่าดวงดาว

สื่อสร้างสรรค์ที่มีเนื้อหาเป็นเอกลักษณ์ (และแน่นอนว่ามีการลงทุนค่อนข้างสูง) ทำให้ในช่วงเวลา 5 ปีแรก TK Park สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ออกสู่สายตาสาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นต้นทุนด้านทรัพยากรที่สร้างความแตกต่าง สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการประสานเชื่อมโยงความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงานในเวลาต่อมา
สำหรับเนื้อหาสาระที่นำเสนอในรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ TK Park ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีพันธมิตรต่างๆ
ในยุคก่อตั้งนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักของ TK Park คือเยาวชนวัยรุ่น แต่ทว่าภาพจำของสังคมและคนทั่วไปนั้นคือห้องสมุดสำหรับเด็ก อาจจะด้วยเพราะภาพข่าวผ่านสื่อต่างๆ ที่มีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในห้องสมุด หรือภาพเด็กเล็กกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสืออยู่บนบันไดรักการอ่าน (รังผึ้งหกเหลี่ยม) ดังนั้นกิจกรรมสำหรับวัยรุ่นจึงดูไม่โดดเด่นเท่าไรนักเมื่อเทียบกับกิจกรรมสำหรับเด็ก ทั้งที่จำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้นสำหรับวัยรุ่นอาจจะมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
ตัวอย่างโครงการกิจกรรมเด่นและน่าสนใจ เช่น โครงการจากงานวิจัยสู่อุทยานการเรียนรู้ โดยความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.เดิม ปัจจุบันคือ สกสว.) เป็นการนำงานวิจัยมาจัดทำเป็นนิทรรศการและกิจกรรมให้เยาวชนให้เรียนรู้และทดลองปฏิบัติจริง และถูกพัฒนาเป็นชุดนิทรรศการเคลื่อนที่ เพื่อกระจายเผยแพร่ข้อมูลความรู้จากนิทรรศการที่จัดขึ้น ณ อุทยานการเรียนรู้ ไปสู่โรงเรียน ห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ
โครงการทีเคแจ้งเกิด กระบวนการบ่มเพาะเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี เน้นให้เกิดทักษะเกี่ยวกับงานอาชีพสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการเขียน ดนตรี ภาพยนตร์ (หนังสั้น) การตลาด กราฟิกแอนิเมชัน สื่อมัลติมีเดีย บอร์ดเกม โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและพัฒนาทักษะภายใต้การดูแลและแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนในการก้าวสู่การเป็นมืออาชีพและสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง
โครงการเปิดตำราวิชา แนะให้แนว กิจกรรมที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ค้นพบความถนัดและความสนใจของตนเอง ก่อนเลือกเส้นทางอาชีพและวางเป้าหมายชีวิตตัวเองในอนาคต เนื้อหาจึงไม่ใช่การแนะแนวการศึกษาต่อหรือส่งเสริมแนะนำอาชีพกระแสหลัก แต่เปิดโลกประสบการณ์ให้เด็กๆ รู้จักอาชีพที่หลากหลายและความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาทักษะตนเองเพื่อก้าวเดินไปสู่อาชีพเหล่านั้น
แม้แต่กิจกรรม TK Music Weekend ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมแสดงดนตรี แต่แท้จริงแล้วคือการส่งเสริมและเชื่อมโยงการเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรี ในรูปแบบสาธิตงานดนตรีจากศิลปินมืออาชีพ พร้อมการพูดคุยให้ความรู้ทางด้านการสร้างสรรค์ผลงานดนตรี เทคนิคการร้อง การแต่งเพลง ประสบการณ์ด้านดนตรีเพื่อจุดประกายความฝันให้เด็กรุ่นใหม่
โครงการและกิจกรรมของเด็กเล็ก นอกเหนือจากกิจกรรมเล่านิทานที่จัดขึ้นเป็นประจำในห้องสมุดเด็ก ที่โดดเด่นน่าจะได้แก่โครงการลับสมองประลองปัญญาสรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน ซึ่งจัดต่อเนื่องมาถึง 14 ครั้งนานกว่าสิบปี เป็นการผสานองค์ความรู้เกี่ยวกับการเล่านิทานที่ส่งผลโดยตรงต่อการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก และยังช่วยสานสายใยความผูกพันของพ่อแม่ลูก ส่งเสริมให้เด็กช่วงอายุ 4-9 ปี กล้าคิดกล้าแสดงออก ด้วยการเล่านิทานที่ตนชื่นชอบโดยผสมผสานการแสดงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบชุดหรืออุปกรณ์ประกอบการเล่าทั้งในรูปแบบเล่าเดี่ยวและเล่าเป็นกลุ่ม
สุดท้าย เนื้อหาสาระในรูปของงานศึกษาวิจัย ในช่วงแรกของการจัดตั้ง TK Park มีงบประมาณสนับสนุนการวิจัยและใช้ไปกับงานศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการและเชิงพื้นที่ เช่น เทคนิคการส่งเสริมการอ่านในเด็กแต่ละช่วงวัย คู่มือส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กประถมและก่อนวัยรุ่น การส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นและได้ยิน เด็กออทิสติก แอลดี การส่งเสริมการอ่านในกลุ่มเด็กเล็กผ่านโครงการหนังสือเล่มแรกสำหรับเด็กปฐมวัย (Bookstart) การศึกษาวิจัยทัศนคติและพฤติกรรมการอ่านของคนไทย การศึกษาวิจัยนโยบายส่งเสริมการอ่านของไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ การศึกษาวิจัยสถานการณ์การอ่านและดัชนีการอ่านของไทย
การสร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยเริ่มลดลงจนในระยะหลังแทบไม่มีงานวิจัยโดย TK Park อีกเลย มีสาเหตุมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพร้อมของบุคลากร แต่การสร้างองค์ความรู้จากกระบวนการจัดการความรู้และการสื่อสารความรู้กลายมาเป็นแนวทางที่โดดเด่นแทนที่ อาจกล่าวได้ว่า TK Park น่าจะเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่เริ่มให้ความสนใจและเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ ในความหมายที่กว้างกว่าความเป็นห้องสมุด (ตามบทบาทและความหมายเดิม) อย่างเอาจริงเอาจัง โดยเริ่มจากโครงการ TK FORUM ในปี 255810 การประชุมสัมมนาที่เลือกสรรหัวข้อบรรยายจากประสบการณ์ของต่างประเทศ เกี่ยวกับบทบาทของห้องสมุดยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาห้องสมุดรูปแบบเดิม รวมถึงแนวคิดการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ในกระบวนการจัดทำโครงการนี้มีการศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยแปลและเขียนสะสมไว้เป็นบทความไว้จำนวนมาก นอกจากจะทยอยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์แล้ว ยังรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจัดพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่แจกจ่ายไปยังหน่วยงานต่างๆ ต่อมาได้พัฒนาสื่อออนไลน์ขึ้นมารองรับเนื้อหาสาระองค์ความรู้เหล่านี้ เป็นช่องทางกระจายขยายความคิดให้เป็นไปอย่างกว้างขวาง
อุทยานการเรียนรู้เครือข่าย
แนวทางการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ส่วนภูมิภาคมีมาตั้งแต่ก่อนเปิดให้บริการ TK Park อย่างเป็นทางการ คณะกรรมการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ มีมติเห็นชอบให้สำนักงานฯ จัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ภูมิภาคต้นแบบ 4 ภาค ภาคละ 1 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ยะลา มหาสารคาม และชลบุรี โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบอุทยานการเรียนรู้ที่จัดตั้งและดำเนินงานโดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่นและเป็นของท้องถิ่น ยึดหลักการให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีงบประมาณการจัดตั้งและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่ละแห่งจะเป็นผู้บริหารจัดการด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้ใช้บริการกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้อุทยานการเรียนรู้ต้นแบบในภูมิภาคสามารถตอบสนองความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะที่ TK Park มีบทบาทเป็นเพียงผู้ส่งเสริม แนะนำ และให้การสนับสนุนในบางด้านเท่านั้น
ในระยะแรกมีการจัดทำร่างหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดให้มีอุทยานการเรียนรู้สำหรับต้นแบบในพื้นที่ 4 จังหวัด ดังนี้
1. ด้านกายภาพ เน้นหลักการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่อาคารที่มีอยู่แล้วด้วยการปรับปรุงสถานที่ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมร่มรื่น สะอาด ทันสมัย และปลอดภัย สถานที่ต้องอยู่ในชุมชน การคมนาคมสะดวก เข้าถึงง่าย ควรมีพื้นที่ใช้สอยอย่างน้อยประมาณ 1,500 ตารางเมตร เพื่อจัดสรรเป็น
(1) ห้องสมุด มีหนังสือ วารสาร ซีดี พื้นที่คอมพิวเตอร์เพื่อค้นคว้าเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงกับอุทยานการเรียนรู้อื่น
(2) พื้นที่สำหรับกิจกรรมอเนกประสงค์และเวทีขนาดเล็กเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ
– กิจกรรมการเรียนรู้
– การแสดงดนตรี ละคร ศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการ
– เสวนาวิชาการ
– ลานพักผ่อน อาจมีร้านกาแฟและเครื่องดื่มให้บริการ
2. ด้านสาระ การเลือกหนังสือ นิตยสาร วารสาร ซีดี กิจกรรมการเรียนรู้และศิลปวัฒนธรรม เกิดจากการศึกษา ประมวลข้อมูล และสำรวจความต้องการของเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่
3. ด้านบริหารจัดการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้มีบทบาทเป็นเพียงผู้ชี้แนะให้คำปรึกษา อำนวยความสะดวก สนับสนุนด้านวิชาการ การฝึกอบรม โดยในขั้นต้น ให้แต่ละจังหวัดตั้งคณะกรรมการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ โดยมีองค์ประกอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ อาทิ ประธานที่ได้รับการยอมรับจากท้องถิ่น มีภาวะผู้นำ กรรมการฝ่ายวิชาการที่มีความรู้เกี่ยวกับงานบรรณารักษ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ศิลปวัฒนธรรม กรรมการภาคประชาชน เช่น ตัวแทนกลุ่มเยาวชน ทั้งนี้ หน่วยงานส่วนภูมิภาคที่เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้แต่ละแห่งจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการจัดตั้ง และให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ
ถึงแม้จะวางหลักเกณฑ์เอาไว้ค่อนข้างชัด แต่ผลลัพธ์ในการขยายเครือข่ายรูปแบบนี้ดูเหมือนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก กล่าวคือ มีเพียงเทศบาลนครยะลา ในฐานะองค์กรเจ้าภาพที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้อนถิ่นของจังหวัดยะลาเท่านั้นที่สามารถดำเนินการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ยะลาได้เป็นผลสำเร็จในปี 2550 และมีผลการดำเนินงานที่เติบโตก้าวหน้าเรื่อยมา จนกระทั่งมีการขยายพื้นที่มาสู่อาคารแห่งใหม่ที่กว้างขวางยิ่งกว่าเดิมในต้นปี 2567 ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 3 แห่งไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งตามขั้นตอนแนวทางได้ ส่งผลให้การขยายอุทยานการเรียนรู้ภูมิภาคต้นแบบใน 3 จังหวัดที่เหลือถูกยกเลิกไปในที่สุด
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ส่งผลกระทบต่อแนวทางการขยายอุทยานการเรียนรู้ภูมิภาค หน่วยงานอย่างเช่น TK Park ตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกยุบเลิกเช่นเดียวกับหน่วยงานอีกหลายองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้า ข้อกล่าวหาว่า TK Park เป็นห้องสมุดในห้างที่มีแต่ลูกหลานคนชั้นกลางหรือคนรวยได้รับประโยชน์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ลักษณะนี้ได้ ทั้งที่การตั้งอยู่ในศูนย์การค้าและเก็บค่าบริการเข้าใช้รายวันเพียง 20 บาท (สมาชิกรายปี 100-200 บาท เข้าใช้ได้ไม่จำกัด) ก็ด้วยเหตุผลเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
อย่างไรก็ดี เพื่อความอยู่รอดขององค์กร การขยายเครือข่ายห้องสมุดชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ภายใต้คณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ จึงปรับทิศทางไปเป็นการสนับสนุนให้มีการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิตขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ประมาณ 50-150 ตารางเมตร เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุไม่เกินไม่ 12 ปี อันเป็นที่มาของโครงการห้องสมุดเด็กไทยคิด ซึ่งในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี (2551-2553) มีห้องสมุดเด็กไทยคิดเปิดให้บริการได้จำนวน 20 แห่งใน 15 จังหวัด
นอกจากนั้น การขยายเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จากเดิมที่มีแนวคิดจัดตั้งเครือข่ายใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้เป็นต้นแบบภาคละ 1 แห่ง โดยมุ่งให้ทำหน้าที่เสมือน ‘แม่ข่าย’ สำหรับหน่วยงานที่สนใจเข้ามาศึกษาแนวทางและรูปแบบห้องสมุดมีชีวิต ก็เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาตามความพร้อมของหน่วยงานที่แสดงความสนใจที่จะจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2553 มีเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นจำนวน 12 แห่งใน 10 จังหวัด ซึ่งพร้อมจะก่อสร้างและเปิดให้บริการในจังหวัดตนเองภายใน 1-4 ปีข้างหน้า โดยยังคงยึดหลักการสำคัญให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของและจัดเตรียมงบประมาณก่อสร้างและดำเนินงาน ส่วน TK Park เป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น
ในขณะเดียวกัน ก็มีการจัดทำหลักเกณฑ์การให้คำปรึกษาและสนับสนุนในด้านต่างๆ ขึ้นมาใหม่ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับแนวทางการขยายเครือข่ายรูปแบบใหม่ แบ่งเป็น 6 ด้าน ได้แก่
ด้านการวางแผนผังและการจัดวางวัสดุ ครุภัณฑ์ ทรัพยากรสารสนเทศ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกทำเลที่ตั้ง สำรวจความต้องการและจัดกิจกรรมระดมความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลตั้งต้นในการออกแบบและตกแต่งสถานที่ รวมถึงการจัดพื้นที่ใช้สอย
ด้านหนังสือ สื่อ และเนื้อหาสาระ จัดส่งรายชื่อหนังสือและสื่อจากฐานข้อมูลของสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการคัดเลือกหนังสือและสื่อ ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักการคัดเลือกหนังสือที่เหมาะสมสำหรับผู้อ่านแต่ละช่วงวัย จัดส่งหนังสือและสื่อตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางและตัวอย่างในการจัดหาหนังสือและสื่อที่มีคุณภาพและเหมาะสมแก่ผู้ใช้บริการ สนับสนุนสื่อสาระท้องถิ่นและสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานอุทยานการเรียนรู้
ด้านบุคลากร ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคลากร เพื่อสรรหาให้ตรงตามลักษณะงานห้องสมุดมีชีวิต สนับสนุนการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการอบรมฝึกปฏิบัติงานจริงให้กับเจ้าหน้าที่ของแหล่งเรียนรู้เครือข่าย
ด้านระบบบริหารจัดการห้องสมุดอัตโนมัติ สนับสนุนซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมห้องสมุดอัตโนมัติ ตลอดจนครุภัณฑ์สำหรับการบริหารจัดการห้องสมุดมีชีวิต สนับสนุนซอฟต์แวร์ระบบสมาชิกสำหรับการบริหารจัดการสมาชิกในห้องสมุด รวมทั้งครุภัณฑ์ประกอบการทำงาน
ด้านกิจกรรม ให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้ จัดส่งรายชื่อชุดนิทรรศการที่จัดทำโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ เพื่อให้แหล่งเรียนรู้เครือข่ายหมุนเวียนนำไปใช้จัดแสดงเพื่อเผยแพร่ความรู้ในโอกาสต่างๆ และจัดกิจกรรมต้นแบบเชิงสาธิต เพื่อเป็นแนวทางให้เครือข่ายสามารถดำเนินงานในระยะต่อไป
ด้านการประชาสัมพันธ์ สร้างการมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เกี่ยวกับความต้องการและการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ในท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์นำเสนอข่าวสารการดำเนินงานของหน่วยงานเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้ ซึ่งผลทางอ้อมคือช่วยสร้างเครือข่ายของเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาร่วมคิดร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
กล่าวโดยสรุป บทบาทของ TK Park ในการให้คำปรึกษานั้นมีรายละเอียดมากมาย ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การออกแบบพื้นที่ทางกายภาพและการบริหารจัดการในรูปแบบที่เหมาะสม ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการคัดเลือกหนังสือและสื่อ สนับสนุนหนังสือและสื่อประเดิมเป็นตัวอย่างหนังสือและสื่อตั้งต้น สื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และจัดทำหนังสือสาระท้องถิ่นสำหรับเด็กและเยาวชน นอกจากนั้นยังสนับสนุนระบบริหารจัดการห้องสมุดอัตโนมัติ การสนับสนุนวัสดุครุภัณฑ์ที่จำเป็น อบรมพัฒนาศักยภาพแก่บุคลากรของเครือข่าย ให้ความรู้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ตลอดจนช่วยประชาสัมพันธ์และจัดเวทีให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ส่วนการลงทุนด้านอาคารสถานที่ การจัดหาบุคลากร การบริหารจัดการและการดำเนินงานเป็นของหน่วยงานในท้องถิ่นทั้งหมด
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 24 มกราคม 2567) TK Park มีอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายในระดับเมืองหรือจังหวัดที่เปิดให้บริการประชาชนแล้วจำนวน 28 แห่ง (24 จังหวัด) และที่อยู่ระหว่างออกแบบ ก่อสร้างหรือปรับปรุงอีกจำนวน 11 แห่ง นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบห้องสมุดมีชีวิตในชุมชน ซึ่ง TK Park ให้การสนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ และ/หรือ ให้คำปรึกษาแนะนำ การจัดอบรมบุคลากร และร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ อีกจำนวน 27 หน่วยงาน
สื่อสาระท้องถิ่น
หลักคิดที่สำคัญประการหนึ่งในการขยายอุทยานการเรียนรู้เครือข่าย นอกจากการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ แล้ว คือการสร้างกระบวนการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางกับคนในพื้นที่ หนึ่งในวิธีการนั้นคือการสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์สื่อเนื้อหาสาระท้องถิ่น ในรูปแบบหนังสือภาพสำหรับเด็กและวรรณกรรมเยาวชน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจ เกิดความรักความภาคภูมิใจในท้องถิ่น

เนื้อหาหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชนจะต้องมาจากการผสานภูมิปัญญาและอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและนำเสนอผ่านรูปลักษณ์ที่ทันสมัยมีความเป็นสากล ด้วยความคาดหวังว่าหนังสือสาระท้องถิ่นจะมีส่วนช่วยทำให้อุทยานการเรียนรู้เครือข่ายแต่ละแห่งมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงการเป็นศูนย์รวมและกระจายองค์ความรู้ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรม
กระบวนการจัดทำหนังสือสาระท้องถิ่น แต่เดิมเน้นการให้องค์ความรู้ในการจัดทำเนื้อหาและวิธีการนำเสนอที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย หนังสือภาพสำหรับเด็กปฐมวัยดูจะมีความละเอียดอ่อนมากที่สุด และองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ในระยะแรกนั้นยังมีอยู่จำกัด ผลลัพธ์ของงานที่ออกมาในชุดแรกจึงยังไม่อาจเรียกได้ว่ามีคุณภาพตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น ถึงแม้จุดเด่นจะอยู่ที่การริเริ่มสร้างสรรค์เนื้อหาและการลงมือวาดภาพโดยศิลปินในท้องถิ่นเอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกภาคภูมิใจและความเป็นเจ้าของในอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายแห่งนั้นก็ตาม
ต่อมา แนวทางการจัดทำหนังสือสาระท้องถิ่นหันมาใช้ ‘มืออาชีพ’ (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์หรือธุรกิจผลิตหนังสือเด็กในเมืองหลวงของประเทศ) เป็นผู้รับจ้างดำเนินการทั้งการสร้างสรรค์เรื่องและการวาดภาพ ผลลัพธ์ในแง่ของผลงานและรูปเล่มมีความสวยงาม มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กตามช่วงวัยต่างๆ แต่ก็ขาดความผูกพันเชื่อมโยงความเป็นเจ้าของกับ ‘คนในท้องถิ่น’
หากต้องการบรรลุเป้าหมายทั้ง 2 ด้าน คือ คนในท้องถิ่นเป็นคนคิด เขียน และลงมือทำ และได้ผลงานหนังสือสาระท้องถิ่นสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพมาตรฐาน จำเป็นต้องออกแบบกระบวนการใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทและทุนทางสังคมของพื้นที่นั้นๆ
ในปี พ.ศ. 2564 TK Park ริเริ่มจัดทำโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย เป็นโครงการความร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงรายเนื่องในโอกาสได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (เมืองแรกของประเทศไทย) กิจกรรมสำคัญในโครงการคือการจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กจำนวน 2 เรื่อง ที่ออกแบบกระบวนการให้คนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นคิดเนื้อหา วางโครงเรื่อง ไปจนถึงการวาดภาพประกอบ และ TK Park เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ เพื่อใช้หนังสือนิทานทั้งสองเรื่องนี้เป็นเครื่องมือให้คนทั้งเมืองมาร่วมกันอ่าน เสริมด้วยกิจกรรมอบรมการใช้นิทานกับครูและผู้ดูแลศูนย์เด็กเล็กทั่วทั้งเขตเทศบาล เพื่อให้นำองค์ความรู้การใช้นิทานกระตุ้นส่งเสริมการอ่านในกลุ่มเด็ก เชื่อมโยงสู่กระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มคนช่วงวัยอื่นๆ ต่อเนื่องต่อไป
กล่าวเฉพาะผลผลิตในรูปแบบหนังสือนิทานของเชียงราย ทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหามีการถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าพอใจ สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นผลงานของนักสร้างสรรค์ในท้องถิ่น ยิ่งเมื่อนำเนื้อหาไปเผยแพร่ผ่านโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในวงกว้าง เด็กๆ ก็สามารถเชื่อมต่อเรื่องราวในหนังสือนิทานภาพกับประสบการณ์แวดล้อมตนเองได้เป็นอย่างดี เสียงสะท้อนกลับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นไปในทิศทางบวก และเกิดกลุ่มนักสร้างสรรค์สื่อปรากฏตัวขึ้นทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายกันภายหลังโครงการสิ้นสุด กระบวนการดำเนินงานรูปแบบใหม่ชี้ว่าเป้าหมายสองด้านสามารถบรรลุได้พร้อมกัน นั่นคือ การสร้างสรรค์ผลงานโดยคนท้องถิ่น และผลผลิตหนังสือที่ออกมามีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้
กระบวนการนี้ถูกนำไปปรับใช้ในพื้นที่ภาคใต้ในปีถัดมา ผ่านการจัดทำหนังสือสาระท้องถิ่นหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปัจจัยความสำเร็จมาจากผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจลึกซึ้งเรื่องสื่อสำหรับเด็ก เมื่อนำกระบวนการในลักษณะใกล้เคียงกับที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากเชียงรายมาสานต่อ ผลลัพธ์จึงเป็นที่น่าพอใจไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายทั้งสองด้านดังกล่าว
ถึงแม้ว่ากระบวนการจัดทำสื่อสาระท้องถิ่นในสองพื้นที่จะซับซ้อนกว่าการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ (outsourcing) แต่ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของการจัดทำสื่อสาระท้องถิ่นต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ มิใช่หนังสือนิทานที่จัดพิมพ์สำเร็จเป็นรูปเล่มเอาไว้แจกจ่าย
สองทศวรรษของ(อุทยาน)การเรียนรู้
การแบ่งขั้วแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2549 สร้างรอยร้าวฝังลึกในสังคมไทย นำมาสู่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกองคาพยพ สบร.และหน่วยงานภายในซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากรัฐบาลทักษิณไม่อาจรอดพ้นสายตาและความรู้สึกหวาดระแวงจากกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่าง
การริเริ่มห้องสมุดที่มีชีวิตจากแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่างของการคิดใหม่ ทำใหม่ และกลายเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็มีความผันแปรไปตามกระแสความผันผวนของการเมืองไทยและความเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน
ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี การดำเนินงานของ TK Park ตกอยู่ในสภาวะถูกฉุดดึงจากพลังสองส่วน หนึ่งคือพลังจากความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เช่น โลกาภิวัตน์ ดิจิทัลเทคโนโลยี แนวคิดและกระบวนการรื้อสร้าง อีกพลังหนึ่งมาจากโครงสร้างและสถาบันทางสังคมวัฒนธรรมของไทย ซึ่งแสดงออกให้เห็นในรูปของการยึดอำนาจทางการเมืองสองครั้งในรอบ 8 ปี ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่าคือปฏิกิริยาของพลังอนุรักษ์นิยมร่วมกับกลุ่มชนชั้นนำจารีตและกลุ่มทุนผูกขาดที่ยังได้รับประโยชน์จากโครงสร้างและสถาบันทางสังคมแบบเดิม พยายามรักษาดุลอำนาจและเหนี่ยวรั้งยื้อยุดไม่ให้ความเปลี่ยนแปลงภายนอกส่งผลกระทบเร็วจนเกินไป
การดำเนินงานของ TK Park อาจสรุปได้เป็น 2 ยุค ยุคละประมาณ 10 ปี ดังนี้
ยุคก่อร่างและสร้างตัว (พ.ศ. 2548 – 2557) : The New Comer and Disruptor
ช่วงประมาณ 10 ปีแรกของการดำเนินงาน วัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินงานคือการสร้างแหล่งเรียนรูปแบบใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีสื่อหลากหลายรูปแบบ แบ่งพื้นที่เป็นโซน (zoning) ตามรูปแบบพฤติกรรมการเรียนรู้และฟังก์ชั่นการใช้งาน ห้องสมุดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของศูนย์ฯ แต่ผู้คนกลับจดจำภาพความเป็นห้องสมุดได้เด่นชัดกว่า เนื่องจากรูปแบบแหล่งเรียนรู้ในเวลานั้นไม่ได้หลากหลายมากเท่ากับทุกวันนี้
เป้าหมายของ TK Park ในระยะแรกคือการปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กิจกรรมการเรียนรู้ในช่วงนั้นจึงผูกโยงเข้ากับหนังสือและการอ่าน และมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือรวบรวมองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นใน TK Park และทำหน้าที่กระจายความรู้เหล่านี้ไปสู่สาธารณะอีกต่อหนึ่ง
มรสุมการเมืองครั้งแรกโถมเข้าใส่ TK Park ภายหลังรัฐประหาร 2549 มีข่าวสะพัดว่าหน่วยงานใหม่ที่มีการจัดตั้งขึ้นในยุคของรัฐบาลก่อนอาจถูกยุบหรือควบรวม สิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นคือการเปลี่ยนคณะกรรมการ (บอร์ด) ยกชุด และเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการหน่วยงานเฉพาะด้านในสังกัด สบร. จำนวนหนึ่งรวมทั้งผู้อำนวยการ TK Park สัญญาณหลายอย่างชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามี ‘ธง’ ที่มุ่งยุบเลิกหรือลดขนาดองค์กร แต่หลังจากที่มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับบอร์ดชุดใหม่ถึงบทบาทและการดำเนินงานของ TK Park อยู่ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็มีการกำหนดแนวทางขยายโอกาสการเข้าถึงห้องสมุดรูปแบบใหม่ ไปยังพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัด เพื่อขจัดข้อกล่าวหาว่า TK Park เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีโอกาสมากอยู่แล้ว และมีการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลือง
แต่การดำเนินงานหลังจากนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไรนัก ผลการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2550 ปรากฏว่ากลุ่มการเมืองที่ถูกยึดอำนาจได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง ส่วนราชการทุกแห่งต่างรอดูท่าทีรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลหลังเลือกตั้งก็ไม่สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากปัญหาม็อบทางการเมือง ท้ายที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนขั้วการเมือง เหตุการณ์ทั้งหมดนี้นำมาสู่ปัญหาความต่อเนื่องเชิงนโยบายและการบริหารงาน ดังจะเห็นได้จากช่วง 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2552 มีผู้อำนวยการ TK Park (รวมรักษาการ) ถึง 5 คน
การเปลี่ยนขั้วการเมือง ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรง นับเป็นครั้งแรกที่พื้นที่การชุมนุมเกิดขึ้นบนพื้นที่เศรษฐกิจกลางเมืองหลวงคือย่านราชประสงค์ สถานการณ์ยืดเยื้อตึงเครียดจนถึงความรุนแรงขีดสุดจากปฏิบัติการสลายการชุมนุมในกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2553 มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตเกือบร้อยคน และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์บางส่วนเกิดเพลิงไหม้ ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้พื้นที่บริการ TK Park ชั้น 8 ได้รับผลกระทบจากเขม่าควันไฟและน้ำดับเพลิง จำเป็นต้องปิดซ่อมแซมประมาณ 7 เดือน
ในปี 2553 นี้เอง สบร.ปรับโครงสร้างเป็นองค์การมหาชนเดี่ยว ตามประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 มีการปรับหน่วยงานเฉพาะด้านซึ่งเดิมมีการบริหารค่อนข้างเป็นอิสระจาก สบร. ให้เป็นหน่วยงานภายในภายใต้ สบร.11ส่งผลให้การบริหารงานของ TK Park จากเดิมที่มีคณะกรรมการหรือบอร์ดทำหน้าที่กำกับดูแลทิศทางการทำงาน ถูกปรับเป็นคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากบอร์ด สบร.
โครงสร้างใหม่นี้ทำให้เกิดการรวมศูนย์การบริหารงานไปอยู่ที่องค์กรแม่คือ สบร. แต่เนื่องจากการดำเนินงานของหน่วยงานภายในที่ค่อนข้างมีอิสระมาตั้งแต่เริ่มตั้งองค์กร มีการสะสมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะในการทำงานเป็นของตัวเอง ผนวกกับภารกิจที่ยังไม่ชัดเจนของ สบร.เอง ดังนั้นการรวมศูนย์การบริหารงานในลักษณะองค์การมหาชนเดี่ยวโดย สบร. จึงยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงของการบริหารงานมากเท่าไรนักกับหน่วยงานภายใน
ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 TK Park เริ่มรุกหนักเรื่องการขยายเครือข่ายไปยังภูมิภาค ด้วยเห็นว่าสิ่งนี้เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งที่จะลดทอนแรงเสียดทานจากข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของหน่วยงาน อีกทั้งยังเห็นผลลัพธ์จากการที่ประชาชนในท้องถิ่นมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้รูปแบบใหม่ได้สะดวกและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการขยายเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ไปยังท้องถิ่นโดยขึ้นอยู่กับความพร้อมและการลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ทำให้การเพิ่มจำนวนเครือข่ายเกิดขึ้นได้จริงเป็นไปอย่างช้าๆ เฉลี่ยเพียงปีละ 2 แห่งเท่านั้น
ในห้วงเวลาเดียวกัน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของ TK Park ที่ผลิตมาในช่วงแรกของการดำเนินงานก็เริ่มล้าสมัยในเชิงเทคนิค เพราะการออกแบบและจัดทำสื่อเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักเฟซบุ๊ค ไม่มีไอแพด โทรศัพท์มือถือยังเป็นแบบกดปุ่ม นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา จึงเกิดการปรับรื้อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องรองรับกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเดิม โดยวางแผนการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่เดิมให้เป็นแอปพลิเคชันสำหรับดาวน์โหลดผ่านอุปกรณ์ไร้สาย ซึ่งก็สอดรับตรงกันพอดีกับนโยบายรัฐบาลที่มีนโยบายแจกเครื่องแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียน เริ่มจากชั้น ป.1 และจะขยายไปสู่ชั้นเรียนอื่นในปีถัดไป
เช่นเดียวกันกับการปัดฝุ่นโครงการจัดทำห้องสมุดประชาชนออนไลน์ ซึ่งเคยมีความคิดจะจัดทำมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี 2549 แต่ตลาดหนังสืออีบุ๊คขณะนั้นยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิด การริเริ่มโครงการ TK Public Online Library ในปี 2556 จึงเป็นจังหวะเวลาที่กำลังเหมาะเจาะพอดีกับแนวโน้มของตลาดหนังสืออีบุ๊ค ความสามารถของนักพัฒนาในภาคไอที ความสนใจและความเข้าใจต่อเรื่องลิขสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับของผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหนังสือ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคในการดำเนินงานอยู่มากในระยะเริ่มต้น แต่ในที่สุด ห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ที่ประชาชนสามารถยืมคืนหนังสือได้ราวกับห้องสมุดในพื้นที่กายภาพก็เกิดขึ้นจริงในอีก 2 ปีถัดมา
ในด้านกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาก็เริ่มผูกโยงเข้ากับการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เหตุผลส่วนหนึ่งเพื่อตอบโจทย์ตามแนวทางและนโยบายรัฐ อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นความพยายามที่จะหากรอบทิศทางดำเนินกิจกรรมให้มีจุดเน้นหรือเป้าหมายที่คมชัดยิ่งขึ้น แทนที่จะจัดกิจกรรมหลากหลายกระจัดกระจายแต่ไม่ค่อยก่อเกิดผลกระทบทางสังคมดังเช่นในช่วง 3 – 4 ปีก่อนหน้า
กล่าวได้ว่า ในห้วง 10 ปีแรกของ TK Park คือทศวรรษแห่งการแสวงหาและค้นพบหนทางของตัวเอง แม้จะดูเหมือนการคิดไปทำไปเนื่องจากสถานการณ์แวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ประสบการณ์ของการทดลองทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการบุกเบิกแหล่งเรียนรู้รูปแบบใหม่ จนกลายเป็นภาพจำของสังคม และวัตถุประสงค์ตลอดจนเป้าหมายของหน่วยงาน ซึ่งมุ่งพัฒนาคนและสังคมผ่านการอ่านและการส่งเสริมการเรียนรู้ ล้วนเป็นต้นทุนเชิงบวกที่ช่วยให้ TK Park สามารถต่อยอดงานและแนวคิดใหม่ๆ ไปสู่ยุคที่สองได้
ยุคปรับตัวและสร้างสรรค์ (พ.ศ. 2558 – 2567) : The Transformer and Creator
ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อผ่านภาวะความผันผวนขององค์กร… จะอยู่หรือยุบ? จากผลของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมเกิดภาพหลอนและรู้สึกไม่มั่นคงอีกครั้งหลังรัฐประหารปี 2557 ถือเป็นมรสุมการเมืองครั้งที่ 2 เพราะความกังวลใจดังกล่าวถูกตอกย้ำด้วยข่าวลือที่เหมือนจะมีมูลความจริง
เดือนพฤศจิกายน 2558 มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้รัฐบาลยุบหน่วยงานประเภทองค์การมหาชน 2-3 แห่ง หนึ่งในนั้นคือสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ซึ่งเป็นองค์กรแม่ที่ดูแลหน่วยงานภายใน 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (NDMI หรือ มิวเซียมสยาม) และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เสียงคัดค้านจากหลากหลายภาคส่วนในสังคมดังกระหึ่มแทบจะในทันที12
แม้ว่าข่าวดังกล่าวจะถูกสยบลงอย่างรวดเร็วด้วยการออกมาให้สัมภาษณ์โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะยังไม่มีการยุบหน่วยงานดังกล่าว มีเพียงข้อเสนอให้มีการทบทวนวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลลัพธ์ และความคุ้มค่าของการดำเนินงาน แต่ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงลบของผู้กำหนดนโยบายที่มีต่อ สบร.และหน่วยงานภายใน โดยอ้างเหตุผลเรื่องภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นและความคุ้มค่าของการมีอยู่
หลังจากนั้น สบร.ได้จัดทำเอกสารชี้แจงบทบาทภารกิจที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของ สบร. และหน่วยงานในกำกับทั้งสามแห่ง โดยยกตัวอย่างโครงการและกิจกรรมสำคัญที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้ง ตอบโจทย์ตามเป้าหมายและมีส่วนสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการให้บริการแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ และความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ ปิดท้ายด้วยประเด็นผลกระทบในกรณีที่มีการยุบ สบร. ผู้เขียนได้รับทราบมุมมองของหนึ่งในผู้ร่วมจัดทำเอกสารชี้แจง โดยเขาเห็นว่าเอกสารฉบับนี้มีส่วนอย่างสำคัญที่ช่วยให้องค์กรรอดพ้นจากการถูกยุบเลิก13
ถึงแม้ประเด็นยุบหน่วยงานจะไม่ปรากฏขึ้นมาอีก แต่ความไม่แน่นอนเรื่องการคงอยู่ขององค์กรถึงสองครั้งในรอบ 8 ปี น่าจะส่งผลต่อแนวทางการดำเนินงานของ TK Park ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยที่สุดคือความตระหนักว่า นอกจากการทำงานเพื่อตอบโจทย์เชิงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังจำเป็นต้องมีบทบาทในเชิงการนำทางความคิดต่อสาธารณะด้วย หากขอบเขตงานของ TK Park คือเรื่องการอ่าน การส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้รูปแบบใหม่ ก็จะต้องแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ ข้อเสนอใหม่ แนวโน้มใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อย่างฉลาดแหลมคม รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมซึ่งจับต้องได้ด้วย
เดือนสิงหาคม 2561 ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2561 กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของ สบร. รวมถึงที่มา บทบาท และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารและผู้อำนวยการ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม สอดรับกับในเวลาใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ที่คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเปลี่ยนให้ สบร. ซึ่งเดิมเป็นองค์การมหาชนกลุ่มที่ 1 พัฒนาและดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐเฉพาะด้าน ย้ายมาอยู่ในองค์การมหาชนกลุ่มที่ 2 บริการที่ใช้เทคนิควิชาการเฉพาะด้านหรือสหวิทยาการ ผลของ พรฎ. ฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่ และมติ ครม. ดังกล่าว ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ รวมถึงหน่วยงานภายในที่เหลืออยู่เพียง 2 หน่วยงานด้วย14
การปรับโครงสร้างครั้งล่าสุดนี้ส่งผลกระทบไม่มากนักต่อ TK Park นอกจากการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน ชื่อฝ่ายงาน และชื่อตำแหน่ง กล่าวอย่างถึงที่สุดเป็นการปรับโครงสร้างที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภายในของ สบร. เองเสียมากกว่า ช่วงเวลาเกือบ 4 ปี (2558-2561) ในการรับมือจากผลกระทบทางการเมืองและการปรับกระบวนการภายใน สบร. จึงเป็นโอกาสทองของ TK Park ที่จะทดลองคลำทิศหาทางเพื่อที่จะเดินหน้าต่อ ทำให้มีเวลาทบทวนตัวเองไปพร้อมกับการสะสมองค์ความรู้ชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อแนวคิดและกระบวนการบริหารจัดการห้องสมุด ในความหมายของพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ ที่แตกต่างไปจากสิบปีก่อนหน้า
กล่าวเฉพาะเรื่องของห้องสมุดในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ สภาวะการไหลบ่าท่วมท้นของสารสนเทศและความนิยมใช้เครื่องมือสืบค้น (Search Engine) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้วงการห้องสมุดและบรรณารักษ์ทั่วโลกเกิดความปั่นป่วน วางบทบาทและหาจุดยืนเพื่อตอบสนองสังคมได้อย่างลำบากยากเย็น ความสำคัญของห้องสมุดลดลง และส่วนใหญ่ถูกตัดงบประมาณลง แม้แต่ในอังกฤษเพียงประเทศเดียวก็มีห้องสมุดปิดตัวไปนับร้อยแห่ง
ในการประชุม TK FORUM 2015 เยนส์ ธอร์ฮาวเกอ (Jens Thorhauge) วิทยากรจากประเทศเดนมาร์ก นำเสนอแนวทางการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล เรียกว่า แบบจำลองพื้นที่ 4 ประเภท (Four Space Model)15

ห้องสมุดประชาชนตามโมเดลนี้เป็นไปเพื่อเป้าหมาย 4 ประการ คือ ประสบการณ์ (experience) การมีส่วนร่วม (involvement) การเสริมพลัง (empowerment) และ นวัตกรรม (innovation) เป้าหมาย 2 ประการแรกเกี่ยวเนื่องกับการรับรู้ระดับปัจเจก คือการสนับสนุนประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของบุคคลในการค้นหาความหมายและอัตลักษณ์ในสังคมที่ซับซ้อน เป้าหมาย 2 ประการหลังเน้นการสนับสนุนเป้าหมายทางสังคม คือการเสริมพลังเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประชาชนที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ สามารถแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ สนับสนุนการหาคำตอบใหม่สำหรับแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ หรือการพัฒนาแนวคิดที่เป็นสิ่งใหม่
เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว ห้องสมุดจำเป็นต้องมีพื้นที่ 4 ลักษณะ เพื่อรองรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่
พื้นที่การเรียนรู้ (learning space) เพื่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าและค้นพบโลก ซึ่งอาจจะมีรูปแบบเป็นพื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่เสมือนก็ได้ เช่น e-learning รูปแบบทั่วไปคือการบรรยาย นิทรรศการ หรือเวิร์คชอปอบรมในหลักสูตรต่างๆ อาจเพิ่มบริการให้คำปรึกษาในชีวิตประจำวัน และการทำงานโดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีจิตอาสา เช่น กิจกรรมสอนภาษาให้ผู้อพยพ สอนการบ้านให้กับเด็กๆ หลังเลิกเรียน
พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ (inspiration space) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นประทับใจ โดยเน้นไปที่การจัดกิจกรรมที่มีความหลากหลายทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ การแสดง ละครเวที เกม สำหรับเด็กๆ การเล่นเป็นการสร้างแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง ห้องสมุดจึงอาจสร้างสนามเด็กเล่นไว้ด้วยก็ได้ นอกจากนี้อาจนำสื่อสมัยใหม่มาช่วยสร้างสีสันในการนำเสนอเนื้อหาสาระ
พื้นที่พบปะ (meeting space) เป็นพื้นที่สาธารณะแบบเปิดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม รวมทั้งการพบปะกันอย่างอิสระแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมักถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ห้องสมุดควรนำเสนอพื้นที่ให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันแบบหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่พบปะกันใกล้ชิดหรือพื้นที่พูดคุยส่วนตัว ไปจนถึงห้องโถงสำหรับการโต้วาทีสาธารณะ
พื้นที่แสดงออก (performative space) มุ่งเน้นการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ การจัดเวิร์คชอปเพื่อพัฒนาทักษะความรู้และประสบการณ์ พื้นที่ประเภทนี้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดการส่งเสริมนวัตกรรม อาจมีการแสดงออกในหลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอหรือสาธิตผลงานจากเวิร์คชอปด้านการเขียนหรือด้านภาพยนตร์ การอบรมและทดลองผลิตงานศิลปหัตถกรรม ห้องสมุดอาจจัดหาอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติ หรือโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่จำเป็น รวมทั้งมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงาน เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด หรือผลงานจากเครื่องพิมพ์สามมิติ
สาระใจกลางของข้อเสนอนี้ คือการเน้นให้เห็นว่าพื้นที่กายภาพ (Physical Space) ของห้องสมุดยังคงมีความสำคัญ ถึงแม้ว่าการสืบค้นสารสนเทศจะถูกทดแทนโดยเครื่องมือดิจิทัลก็ตาม เพราะถึงที่สุดแล้วการแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้คนยังเป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้เกิดความรู้ใหม่ และรูปแบบการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดียังจำเป็นต้องมีการพบปะ ทดลอง ลงมือปฏิบัติ
การบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การแบ่งโซน (Zoning) พื้นที่เป็นส่วนๆ แต่คือการผสมผสานพื้นที่การใช้งานที่หลากหลายให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้ใช้งาน และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายตามความจำเป็น (Flexibility) เยนส์ ระบุว่า “พื้นที่ 4 ประเภทไม่ควรถูกมอว่าเป็น ‘ห้อง’ แบบเอกเทศในความหมายเชิงกายภาพ แต่เป็น ‘ความเป็นไปได้’ ที่จะบรรลุเป้าประสงค์ได้ทั้งในอาคารห้องสมุดและไซเบอร์สเปซ”16
แอนดรูว์ แฮร์ริสัน (Andrew Harrison) วิทยากรชาวอังกฤษ เขียนบทความประกอบการบรรยายในงาน TK FORUM 2018 ว่า “[สารสนเทศที่ท่วมท้น] เป็นปัจจัยผลักดันกระบวนทัศน์การออกแบบพื้นที่ห้องสมุด 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ กระบวนทัศน์แบบเน้นผู้อ่านเป็นศูนย์กลาง (reader-centered paradigm) กระบวนทัศน์แบบเน้นหนังสือเป็นศูนย์กลาง (book-centered paradigm) และกระบวนทัศน์แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (learner-centered paradigm) กระบวนทัศน์สองประเภทแรกขับเคี่ยวกันมาเนิ่นนานตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ การปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศได้ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ที่สามซึ่งมุ่งเน้นการเรียนรู้ (ด้วยตนเอง) อย่างมีเป้าหมาย กระบวนทัศน์นี้ปลดแอกพวกเราจากแนวทางการเรียนรู้ผ่านการทำงานที่โรงเรียน และจากเพียงแค่การเคลื่อนย้ายสารสนเทศ นับจากนี้ไปความท้าทายของพวกเราคือการสอดผสานการออกแบบพื้นที่ให้เข้ากับลักษณะการเรียนรู้ที่แปรเปลี่ยนอย่างมีเป้าหมาย”17
กระบวนทัศน์ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ ทำให้โมเดลพื้นที่ห้องสมุดเปลี่ยนไปจากเดิม สัดส่วนพื้นที่สำหรับทรัพยากรต่อผู้ใช้บริการกลับหัวกลับหางแตกต่างไปจากอดีต กล่าวคือ เดิมสัดส่วนพื้นที่สำหรับสื่อหนังสือและทรัพยากรห้องสมุดครองพื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งหรือบางแห่งมีสัดส่วนมากถึง 70% ที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับผู้ใช้งาน แต่ในช่วงสิบปีหลังมานี้ห้องสมุดที่ก่อสร้างหรือปรับปรุงใหม่ในหลายประเทศได้จัดสรรพื้นที่ให้กับทรัพยากรการอ่านเพียงประมาณ 30% และจัดสรรพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการมากขึ้นและหลากหลายขึ้น รวมไปถึงโมเดลธุรกิจของห้องสมุดซึ่งเดิมมีเพียงแค่การจัดหา จัดเก็บ การให้บริการสืบค้น การอ่าน และการยืมคืน ก็เปลี่ยนไปเป็นการสนับสนุนประสบการณ์การเรียนรู้และการสร้างความรู้
ผลของความเปลี่ยนแปลงนี้ยังทำให้การออกแบบห้องสมุดที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและหนังสือ เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่และการเรียนรู้ การออกแบบห้องสมุดยุคใหม่จะเป็นการผสานกันของความรู้ 3 ด้านหลัก คือ การออกแบบพื้นที่กายภาพ การออกแบบตกแต่งภายใน (รวมถึงการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น) และการออกแบบกิจกรรมที่ตรงกับรูปแบบพฤติกรรมหรือความต้องการของผู้ใช้ เพราะฉะนั้น ความท้าทายของการออกแบบห้องสมุดยุคใหม่จึงเป็นศิลปะในการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกหรือนักออกแบบพื้นที่ใช้สอย กับบรรณารักษ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสารสนเทศและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของผู้ใช้บริการ
TK Park พยายามนำเสนอถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจจะไม่ใช่รายแรกที่กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว แต่น่าจะเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่จริงจังและเอาการเอางานกับการพูดถึงแนวคิดการจัดการพื้นที่ห้องสมุดและการเปลี่ยนแปลงบทบาทของห้องสมุดทั่วโลก เพราะเห็นว่าการจัดการพื้นที่ (Space Management) นั้นมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อการสร้างสรรค์ความรู้อย่างแยกไม่ออก
การเปลี่ยนแปลงของห้องสมุดในขอบเขตทั่วโลกเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสความคิดการสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง (Knowledge Creation) แนวคิดนี้ตั้งคำถามท้าทายกรอบคิดที่ฝังตัวอยู่ในระบบการศึกษาทั่วโลกมายาวนานนับศตวรรษ และชี้ให้เห็นว่าความรู้ใหม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปัจเจกและนอกระบบการศึกษากระแสหลัก ความรู้จึงไม่จำเป็นต้องถูกผูกขาดอยู่กับผู้รู้ (หรือครูผู้สอน) เพียงฝ่ายเดียว แน่นอนว่า…ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและ digital disruption อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
พื้นที่การเรียนรู้อย่างเช่น TK Park และพื้นที่สร้างสรรค์นอกระบบการศึกษา (และนอกระบบการศึกษานอกระบบ) ต่างก็มีวิธีจัดการพื้นที่ซึ่งมีเอกลักษณ์และความสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง ตอบสนองความต้องการเรียนรู้ตามบริบทแต่ละชุมชน พื้นที่การเรียนรู้เหล่านี้ปรากฏตัวขึ้นจำนวนมากมายในรอบสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ปรากฏการณ์พิเศษ แต่ผุดขึ้นเนื่องจากปัญหาภายในระบบการศึกษาที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายทั่วถึงต่างหาก
หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อปี 2562 อุทยานการเรียนรู้ส่วนบริการต้องปิดปรับปรุงไปนานกว่าสองปี อันที่จริงน่าจะเป็นโอกาสให้ปรับเปลี่ยนการจัดการพื้นที่ใช้ประโยชน์ในลักษณะ ‘พลิกโฉม’ แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและกฎระเบียบ จึงทำได้เพียงการฟื้นคืนสภาพให้ใกล้เคียงกับของเดิม อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างบางส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากไม่นับการออกแบบในลักษณะแบ่งห้องเป็นโซนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างแหวกแนวสำหรับห้องสมุดไทยเมื่อ 20 ปีก่อน การออกแบบพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นตั้งแต่แรกถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ TK Park สามารถปรับตัวเข้ากับแนวคิดการจัดการพื้นที่สำหรับห้องสมุดยุคใหม่ได้ไม่ยาก
จุดเด่นอีกประการหนึ่งในทศวรรษที่สองของ TK Park คือการปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีการวางรากฐานมานานตั้งแต่ยุคแรกก่อตั้ง เช่นการผลิตสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ดังที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวบรวมหนังสือและสื่อในรูปแบบอีบุ๊คและหนังสือเสียงเอาไว้มากกว่า 200 รายการ ภายใต้ชื่อ TK App สามารถเข้าถึงได้ทั้งจากอุปกรณ์มือถือ โน้ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์พีซี สามารถอ่านแบบออนไลน์ หรือจะดาวน์โหลดไว้อ่านแบบออฟไลน์ในกรณีต้องการใช้งานในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ได้ เป็นการกระจายองค์ความรู้ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไร้สาย และในห้วงเวลาที่ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความรู้และหนังสือดีสำหรับเด็กในท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่สองของการดำเนินงาน ในปี พ.ศ. 2558 TK Park เปิดตัวระบบห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ (TK Public Online Library) เป็นห้องสมุดเสมือนที่มีหนังสืออีบุ๊คไว้ให้บริการอ่านและยืมคืนแบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อ ‘TK Read’ สามารถอ่านหนังสือได้ทุกที่ทุกเวลา นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเก็บค่าบริการหรือค่าใช้จ่าย นอกจากค่าสมัครสมาชิกในอัตราเดียวกันกับสมาชิก TK Park พื้นที่กายภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการห้องสมุดประชาชนของไทย
นอกจากระบบห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ ยังจัดทำแอปพลิเคชัน My TK เป็นช่องการการเข้าใช้บริการ TK Park ผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลหนังสือทั้งที่เป็นรูปเล่มและอีบุ๊ค ผู้ใช้สามารถจองหนังสือที่ต้องการอ่านได้ สืบค้นหนังสือที่ต้องการ บริการเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินเช่น จ่ายค่าสมาชิก ต่ออายุสมาชิก จ่ายค่าประกันหนังสือ ค่าปรับหนังสือ รวมถึงติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์และเนื้อหาสาระน่ารู้ต่างๆ ได้อย่างสะดวกผ่านหน้าจอ
และล่าสุดคือการเปิดให้บริการตู้บริการยืมคืนหนังสืออัตโนมัติ ‘TK Mini’ เป็นต้นแบบเพื่อการทดสอบพฤติกรรมการใช้งานและความนิยมของผู้ใช้ เพื่อวางแผนแนวทางการขยายจุดติดตั้งให้บริการในอนาคต
กล่าวได้ว่า ทศวรรษที่สองของ TK Park คือการปรับเปลี่ยนตามแนวโน้มการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ การวางบทบาทตัวเองอยู่ในระนาบของการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของ TK Park เพราะนับวันรอยต่อของการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบเริ่มมีความพร่าเลือน18 และชัดเจนว่าการศึกษาตามอัธยาศัยกำลังทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยมีห้องสมุดและพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ เป็นกลไกที่สำคัญ เนื่องจากประกอบไปด้วยพื้นที่ ทรัพยากร กระบวนการ บุคคล ไปจนถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริบทที่ขาดไม่ได้ของระบบนิเวศการเรียนรู้19
แต่จุดอ่อนของการดำเนินงานในช่วงสิบปีหลังมานี้ คือผลกระทบต่อสังคมและการสร้างความเปลี่ยนแปลง TK Park มีแนวคิดใหม่ๆ และทำงานสร้างสรรค์มากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากกระบวนการติดตามหรือประเมินผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่การผลักดันองค์ความรู้เรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ไปสู่ระดับนโยบายก็ไม่มีความชัดเจน แนวคิดเรื่องการจัดการพื้นที่ปรากฏให้เห็นเพียงการนำไปประยุกต์ใช้ในโครงการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ ของ สบร. ซึ่งอาจใช้เวลาถึงปี พ.ศ. 2571 จึงจะแล้วเสร็จ เมื่อถึงเวลานั้นองค์ความรู้นี้อาจล้าสมัยหรือเคลื่อนย้ายเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วก็เป็นได้
นอกจากนั้น ความพยายาม plug-in กับระบบโรงเรียน ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร TK Park มีความร่วมมือกับ สพฐ. ในการปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนหลายแห่ง การเผยแพร่องค์ความรู้การพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน และการส่งมอบสื่อการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การสนับสนุนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
อย่างไรก็ตาม TK Park พิสูจน์ให้เห็นว่าหลักการดำเนินงานที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของทุกภาคส่วน และการคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรนั้นไม่ใช่สิ่งล้าสมัย หลักการนี้ช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดความหลากหลายและความยืดหยุ่นสูงในการทำงาน แนวคิดห้องสมุดมีชีวิตจึงสามารถปรับตัวสอดคล้องไปกับความผันแปรของการเรียนรู้ในอนาคตได้ตลอดเวลา
ส่งท้าย
บทความนี้ยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญบางประการเกี่ยวกับบทบาทของ TK Park ในโลกการเรียนรู้ยุคใหม่ ได้แก่
1. TK Park จะเป็นตัวกลางประสานพื้นที่การเรียนรู้ทั้งในและนอกภาครัฐ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการเรียนรู้ ได้อย่างไร อะไรคืออุปสรรค และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร
2. TK Park จะมีบทบาทสนับสนุนห้องสมุดประชาชน ในฐานะที่เป็นสถานศึกษาของการศึกษานอกระบบ (ห้องเรียน กศน.) และกำลังพัฒนาสู่การเป็นกลไกหลักของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ได้อย่างไร
3. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ TK Park ควรจะมีบทบาทเชิงนโยบายมากขึ้นหรือไม่ เช่น การสนับสนุนพัฒนาระบบห้องสมุดประชาชน การผลักดันให้เกิดกฎหมายห้องสมุดประชาชน หรือกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ การแก้ไขกฎหมายและข้อระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาวิชาชีพบรรณารักษ์
การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของ TK Park มีผลกระทบต่อการพัฒนาปรับปรุงห้องสมุดและเปลี่ยนมุมมองสาธารณะที่มีต่อห้องสมุด ที่เห็นชัดเจนคือมีส่วนในการปลุกกระแสความสนใจเรื่องการพัฒนาห้องสมุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ห้องสมุดมีชีวิตชีวา น่าดึงดูด และทำให้ห้องสมุดหลายแห่งทั้งที่มีอยู่เดิมและที่ก่อสร้างใหม่พยายามออกแบบปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ บรรยากาศ และการบริการห้องสมุดให้มีความทันสมัยน่าใช้งานมากขึ้น
บทบาทการเป็นต้นแบบ การนำเสนอแนวคิดและองค์ความรู้ใหม่ และการลงมือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ยังคงมีความจำเป็น ผู้เขียนคาดหวังจะเห็น TK Park ยุคที่สาม (พ.ศ. 2568 – …) เป็นยุคสร้างการเปลี่ยนแปลง : The Changemaker ซึ่งมีความท้าทายที่จะต้องเผชิญและฝ่าฟัน 3 เรื่องคือ การก้าวทันโลกเทคโนโลยีดิจิทัลกับการเรียนรู้ การเป็นผู้เล่นสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อทุกคน การเป็นผู้นำแนวคิดห้องสมุดมีชีวิตและมีบทบาทหลักในการผลักดันให้ห้องสมุดและพื้นที่การเรียนรู้เป็นกลไกสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ
ห้องสมุดเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) ไม่เพียงเป็นสถาบันทางสังคมที่เชื่อถือได้ในการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูล การค้นคว้าหาความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ยังเป็นกลไกสนับสนุนให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสารสนเทศโดยไม่แบ่งแยกกีดกัน ในปัจจุบัน ห้องสมุดยุคใหม่ยังเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกทุกรูปแบบ จนอาจกล่าวได้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเป็นสถาบันที่มีเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดสถาบันหนึ่ง
เช่นนี้แล้ว สังคมที่มีห้องสมุดที่ดีมีคุณภาพ ย่อมสะท้อนถึงระดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นด้วยเช่นกัน
กาลานุกรม 20 ปี ทีเคพาร์ค (Chronology of TK Park)

เชิงอรรถ
- คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำข้อมูลสิ่งพิมพ์และสื่อของอุทยานการเรียนรู้ มีนางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เป็นประธาน คณะอนุกรรมการอีก 9 คน ประกอบด้วยนักวิชาการด้านหนังสือสำหรับเด็กจากสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนจิตตเมตต์ ร่วมกันรวบรวมรายชื่อหนังสือจากกระบวนการที่หลากหลายมาเป็น ↩︎
- พื้นที่ทั้ง 11 โซน ประกอบด้วย ห้องสมุดมีชีวิต ห้องเด็ก ห้องสมุดดนตรี ห้องสมุดไอที ศูนย์การเรียนรู้อเนกประสงค์ ห้องฉายภาพยนตร์ ศูนย์อบรมไอที ลานสานฝัน Mind Room ห้องเงียบ และซาวด์ รูม ตลอดระยเวลาดำเนินงานมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้บริการเป็นระยะ ทั้งจากเหตุผลเรื่องการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน และเหตุสุดวิสัย เช่น ผลกระทบจากเพลิงไหม้ 2 ครั้ง (ในปี พ.ศ.2553 และ 2562) ผลกระทบจากโรคระบาด (พ.ศ.2563-2564) ↩︎
- ชุติมา สัจจานันท์, กาญจนา ใจกว้าง และมาลี ล้ำสกุล. (2553). รายงานวิจัย การสังเคราะห์องค์ความรู้ห้องสมุดมีชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้ จาก https://www.tkpark.or.th/stocks/extra/00046b.pdf ↩︎
- เรื่องเดียวกัน ↩︎
- มาตรฐาน 5 ด้าน แยกออกได้เป็น 21 ประเด็นย่อย รวมเป็น 100 ตัวชี้วัด ผู้สนใจประเด็นนี้ สามารถอ่านได้จาก ชุติมา สัจจานันท์ และบุญศรี พรหมมาพันธุ์. (2554) การพัฒนามาตรฐานและตัวชี้วัดการดำเนินงานห้องสมุดมีชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้. วารสารมนุษยศาสตร์ปริทรรศน์. 33(2), 1-18 และรายงานวิจัยฉบับเต็ม จาก https://www.tkpark.or.th/stocks/extra/00044f.pdf ↩︎
- ในระดับอำเภอหรือเขต เรียกว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ (ศสกร.อำเภอ) และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เขต (ศสกร.เขต) ↩︎
- ในระดับตำบลหรือแขวง เรียกว่า ศูนย์การเรียนรู้ตำบล (ศกร.ตำบล) และศูนย์การเรียนรู้แขวง (ศกร.แขวง) ↩︎
- ชุติมา สัจจานันท์ และบุญศรี พรหมมาพันธุ์. (2554). การวิจัยติดตามประเมินผลโครงการอบรมและประกวดห้องสมุดมีชีวิตสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ครั้งที่ 2. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 17(5), 163-193. และรายงานวิจัยฉบับเต็ม จาก https://www.tkpark.or.th/stocks/extra/0005a1.pdf ↩︎
- เรื่องเดียวกัน ↩︎
- ก่อนหน้านี้ TK FORUM เลือกเสนอหัวข้อประชุมสัมมนาไปตามวาระองค์กร เช่น เทคนิคการเล่านิทาน การผลิตหนังสือภาพสำหรับเด็ก การส่งเสริมการอ่านในกลุ่มวัยรุ่น การพัฒนาห้องสมุดเด็ก ซึ่งเป็นทิศทางหลักขององค์กรในยุคแรก ส่วนในช่วงปี 2554-2556 หัวข้อหลักคือการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มประเทศอาเซียน ตามกระแสความสนใจในประเด็นการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน แต่จุดเปลี่ยนทางความคิดของกลุ่มคนที่รับผิดชอบโครงการจัดประชุมฯ น่าจะเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2557 จากการจัดบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับนวัตกรรมการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งมีเนื้อหาที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างเด่นชัด อันเป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการกลายเป็นดิจิทัลที่ก่อตัวมาระยะหนึ่งแล้วในขอบเขตทั่วโลก และมีแนวโน้มที่คาดการณ์ได้ว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่และชุดใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบต่อรูปแบบวิธีการแสวงหาความรู้ และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน การพัฒนาทักษะที่จำเป็น บทบาทของห้องสมุดสาธารณะ รวมถึงอนาคตของระบบการศึกษา ↩︎
- ประกอบด้วย 5 หน่วยงานภายใน ได้แก่ 1. สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) 2. ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ศสบ.) 3. สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) 4. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (ศลชท.) 5. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ↩︎
- หากสืบค้นไปดูข่าวในช่วงนั้นจะพบว่า จุดเริ่มต้นของข่าว(ลือ)นี้มาจากสถาปนิกชื่อดังออกมาพูดเรื่องการยุบ TCDC จากนั้นจึงมีเอกสารหลุดที่มีข้อความรายละเอียดระบุข้อเสนอให้พิจารณายุบ สบร. ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานภายในทั้ง 3 แห่ง เสียงคัดค้านมาจากหลากหลายกลุ่ม เช่น จ่าพิชิตฯ แอดมินเพจ Drama-addict พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น (ขณะนั้นยังเป็นนักเรียน) รวมถึง ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้ก่อตั้ง TK Park ก็ยังโพสต์ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “นี่คือสัญญาณว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดประเทศทางปัญญาใช่หรือไม่ ↩︎
- ผู้เขียนเข้าใจว่าเอกสารชี้แจงชิ้นนี้มีการส่งให้กับรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานในขณะนั้น แต่ผู้เขียนไม่สามารถค้นหาบันทึกต้นเรื่องและการสั่งการไปตามลำดับชั้นได้ ทำให้ไม่อาจอ้างอิงแหล่งที่มาโดยระบุเลขที่รับและวันที่เอกสารชิ้นนี้ถูกเดินเรื่องเข้าออกระหว่างหน่วยงาน คงมีเพียงไฟล์เอกสารที่ถูกส่งต่อกันมาซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นเอกสารที่ใช้ในการชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นของการดำรงอยู่ของ สบร. ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เอกสารจำนวน 6 หน้าฉบับนี้สามารถแจกแจงกิจกรรมสำคัญได้อย่างละเอียดและกระชับ ชี้ให้เห็นผลดีของการดำเนินงานที่ผ่านมาและผลเสียหากยุบเลิกองค์กร โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากและการเสียโอกาสของสังคม แต่เอกสารเพียงฉบับเดียวจะมีน้ำหนักเพียงพอถึงกับทำให้ความพยายามยุบองค์กรหรือลดบทบาทความสำคัญเรื่องแหล่งเรียนรู้สาธารณะมีอันปลาสนาการไปหรือไม่ ยังเป็นเรื่องน่ากังขาและต้องถกวิเคราะห์กันต่อไป เพราะหลังจากชี้แจงไปแล้วก็ยังคงมีมาตรการลดขนาดองค์กร จำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ และปรับลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง ↩︎
- พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) พ.ศ 2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกับ พระราชกฤษฎีกา สบร. แก้ไข (ฉบับที่ 3) มีผลให้ TCDC กลายเป็นองค์การมหาชนแห่งใหม่ พ้นสภาพจากการเป็นหน่วยงานภายในของ สบร. ↩︎
- เอกสารประกอบการบรรยาย แปลและตีพิมพ์ใน Jens Thorhauge, ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านห้องสมุด จากองค์กรเน้นคลังหนังสือและข้อมูล ไปสู่องค์กรที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง, คิดทันโลก, สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, 2558, หน้า 23-39. ต่อมา มีการเรียบเรียงคำบรรยายและตีพิมพ์ในเรื่อง “การปรับตัวของห้องสมุดประชาชนเดนมาร์ก”, โหล, สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, 2560, หน้า 107-115. [ผู้เขียนเรียกชื่อและพูดถึงโมเดลนี้ในการสื่อสารสาธารณะว่า ‘แบบจำลองจัตวากาศ’ ซึ่งฟังดูประดักประเดิด เข้าใจยาก และมีความหมายไม่ค่อยตรงกับต้นทางเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีผู้นำไปใช้ให้เห็นอยู่บ้าง] ↩︎
- เรื่องเดียวกัน ↩︎
- แอนดรูว์ แฮร์ริสัน, เหนือกว่าภูมิทัศน์แห่งการเรียนรู้ การสร้างชุมชนที่มีการเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง, กล่อง, สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, 2561, หน้า 98 ↩︎
- หมายถึง การศึกษาในระบบ (formal) การศึกษานอกระบบ (non-formal) และการศึกษาตามอัธยาศัย (informal) ↩︎
- ดูแนวคิดโดยย่อนี้ได้จาก สุรวิทย์ อัสสพันธุ์, นิเวศการเรียนรู้: พื้นที่และกระบวนการที่การเรียนรู้ดำรงอยู่, วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2566), หน้า 156-192. เข้าถึงจาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/2810/1918 ↩︎
เผยแพร่ครั้งแรก ในหนังสือ ‘ก้าวสู่การศึกษาไทยไร้รอยต่อ’ (2567) รวมบทความจากโครงการจัดการความรู้และขับเคลื่อนระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ปีที่ 2 โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. (ต้นฉบับของบทความที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ได้รับการปรับปรุงและตัดทอนให้เหมาะสมกับการจัดทำรูปเล่มและเผยแพร่สาธารณะ แต่ในการนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ The KOMMON นี้ ผู้เขียนยังคงเนื้อหาตามต้นฉบับเดิมไว้ทั้งหมด มีการขัดเกลาบางประโยค ปรับแก้เฉพาะคำผิด หรือตัดคำที่ไม่เหมาะสมออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น)
