Comments Box SVG iconsUsed for the like, share, comment, and reaction icons
“โห วันอะไรกันนี่”
“วันพุธ”
“ก็ไม่ใช่วันหยุดนี่นา”
“แบบนี้ทุกวันแหละ”
.
ร้านหนังสือ Powell’s City of Books มีผู้คนยืนอยู่แน่นขนัดราวกับมีการจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง เปล่าเลย นี่คือสถานการณ์ปกติของร้านหนังสืออิสระที่มักจะถูกกล่าวถึงว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่ขนาดหนึ่งบล็อกถนนของเมืองพอร์ตแลนด์  
.
จำนวนหนังสือในร้านที่มีมากกว่าหนึ่งล้านเล่มกระจายอยู่ทั่วร้านทั้งหนังสือใหม่เอี่ยมและหนังสือมือสอง ที่สำคัญคือ ที่นี่มีโซนพิเศษสำหรับหนังสือจากนักเขียนท้องถิ่น เช่น Diary of a Misfit (2022), The Portland Book of Dates: Adventures, Escapes, and Secret Spots (2021), Wildwood (2021), Portland Noir (2009), Keeping It Weird (2014), Jumptown (2005), What We Talk About When We Talk About Love (1938) เหล่านี้คือหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนต่างเพศ ต่างวัย ต่างช่วงเวลา แต่ก็ดูเหมือนว่าความเป็นพอร์ตแลนด์จะฉายภูมิหลังบางอย่างที่คล้ายกัน นั่นคือ ความรักในธรรมชาติ หัวก้าวหน้า และความเสรี 
.
“มันเป็นปัญหาไก่กับไข่ ยากจะบอกว่าอะไรเกิดก่อนกัน”
.
นี่คือคำตอบของชาวนิวยอร์กที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ร่วมสิบปี เมื่อถูกฉันถามว่า วัฒนธรรมการอ่านของพอร์ตแลนด์ทำให้เกิดร้านหนังสือ Powell’s City of Book หรือร้านหนังสือต่างหากที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่านในพอร์ตแลนด์ แต่ที่เห็นได้ชัดคือที่นี่เป็นแหล่งแฮงก์เอาต์ของคนท้องถิ่นและเป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยว ที่หากมาพอร์ตแลนด์ก็ต้องมาเยือนร้านหนังสือแห่งนี้ 
.
แต่การทำร้านหนังสือไม่ได้สวยงาม โรยด้วยกลีบกุหลาบดั่ง “City of Rose” ชื่อเล่นของพอร์ตแลนด์ ด้วยความที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ค่าเช่าพื้นที่จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านหนังสือหลายร้านเกือบต้องปิดตัวลงไป เช่น New Renaissance Bookstore ที่เป็นส่วนสำคัญของย่านฝั่ง Northwest มาเกือบสี่สิบปี (เปิดทำการในปี 1988) แต่เจ้าของพื้นที่รายใหม่ต่อสัญญาให้จนกว่าจะสามารถหาทางเลือกอื่นได้ แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง Powell’s เองก็ต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตลาด E-commerce เช่นกัน 
.
เอมิลี พาวเวลล์ (Emily Powell) ผู้บริหาร Powell’s City of Books สร้างปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในวงการหนังสือด้วยการประกาศจุดยืนว่าจะไม่ขายหนังสือผ่านทางแพลตฟอร์มใหญ่ เพื่อที่จะทำให้ร้านหนังสือสามารถจำหน่ายหนังสือผ่านทางช่องทางของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเธอได้ออกจดหมายเปิดผนึกว่า 
.
“... เรารู้สึกถึงความหนักหน่วงที่ร้านหนังสือทั่วโลกดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและกังขาต่ออนาคตข้างหน้า ไม่มีใครทำธุรกิจหนังสือด้วยความคิดว่ามันจะเป็นเรื่องง่าย ทุกปีมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ … สำหรับ Powell’s เอง เราตัดสินใจที่จะไม่ขายหนังสือทาง Amazon อีกต่อไป ที่ผ่านมาเราได้เห็นผลกระทบต่อทั้งชุมชนและร้านหนังสืออิสระทั่วโลกมาโดยตลอด … เราเข้าใจว่าในหลายชุมชน นี่คือช่องทางการขายขนาดใหญ่ และอาจเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับบางร้าน แต่เราจำเป็นต้องประกาศจุดยืนเพื่อชุมชนของเรา ความมีชีวิตชีวาของชุมชนและย่านขึ้นอยู่กับความอยู่รอดของร้านอิสระและธุรกิจของชุมชน เราจะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมใดที่จะบั่นทอนการอยู่รอดนี้”
.
Powell’s City of Books ยังทำหน้าที่ร้านหนังสืออิสระเพื่อชุมชนอย่างแข็งขัน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินท้องถิ่น ได้มีที่ทางในการสร้างชุมชนคนรักการอ่าน เป็นสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันด้วยความสนใจร่วมกันบางอย่าง นำไปสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป
.
ฝนเริ่มหยุดตกแล้วเมื่อเราเดินออกมา หลังใช้เวลาสองสามชั่วโมงในร้าน ฉันหยุดแวะที่ชั้นหนังสือกวีหยิบเล่มที่มีชื่อว่า “Keeping It Weird: Poetry & Stories of Portland, Oregon” หนังสือรวบรวมบทกวีที่แต่งโดยผู้คนชาวพอร์ตแลนด์ที่ภาคภูมิใจในความประหลาดของตนเอง มีประโยคหนึ่งในหนังสือที่พอจำได้จากการพลิกเร็วๆ ว่า พวกเขาเรียกเราว่าประหลาด หากสิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่าคือการไม่เป็นตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ดั่งที่ชีวิตแท้จริง
.
ฉันมองไปโดยรอบก่อนเดินออกจากร้าน สลัดคำว่า “independent” ออกจากความคิดไม่ได้ ยังคงครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับคำถามว่า เพราะมีร้านหนังสืออิสระขนาดใหญ่อยู่กลางใจเมืองหรือไร ที่ทำให้คำนี้ดูจะปรากฏอยู่ทุกที่ หรือจะเป็นเพราะความภาคภูมิใจในความเป็นเสรีของผู้คนในเมืองนี้ที่ทำให้บทกวี หนังสือที่แต่งโดยผู้คน และร้านหนังสือในเมืองนี้ล้วนเป็นอิสระโดยจิตวิญญาณ 
.
เรื่อง: พชร สูงเด่น
ภาพ: Cacophony, CC BY 3.0, via Wikimedia Commons
.
#TheKOMMON #CommonARCHIVE #สนุกกับการคิดสนุกกับการเรียนรู้ #PowellsCityofBooks #IndependentBookshop #ร้านหนังสืออิสระ

“โห วันอะไรกันนี่”
“วันพุธ”
“ก็ไม่ใช่วันหยุดนี่นา”
“แบบนี้ทุกวันแหละ”
.
ร้านหนังสือ Powell’s City of Books มีผู้คนยืนอยู่แน่นขนัดราวกับมีการจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง เปล่าเลย นี่คือสถานการณ์ปกติของร้านหนังสืออิสระที่มักจะถูกกล่าวถึงว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่ขนาดหนึ่งบล็อกถนนของเมืองพอร์ตแลนด์
.
จำนวนหนังสือในร้านที่มีมากกว่าหนึ่งล้านเล่มกระจายอยู่ทั่วร้านทั้งหนังสือใหม่เอี่ยมและหนังสือมือสอง ที่สำคัญคือ ที่นี่มีโซนพิเศษสำหรับหนังสือจากนักเขียนท้องถิ่น เช่น Diary of a Misfit (2022), The Portland Book of Dates: Adventures, Escapes, and Secret Spots (2021), Wildwood (2021), Portland Noir (2009), Keeping It Weird (2014), Jumptown (2005), What We Talk About When We Talk About Love (1938) เหล่านี้คือหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนต่างเพศ ต่างวัย ต่างช่วงเวลา แต่ก็ดูเหมือนว่าความเป็นพอร์ตแลนด์จะฉายภูมิหลังบางอย่างที่คล้ายกัน นั่นคือ ความรักในธรรมชาติ หัวก้าวหน้า และความเสรี
.
“มันเป็นปัญหาไก่กับไข่ ยากจะบอกว่าอะไรเกิดก่อนกัน”
.
นี่คือคำตอบของชาวนิวยอร์กที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ร่วมสิบปี เมื่อถูกฉันถามว่า วัฒนธรรมการอ่านของพอร์ตแลนด์ทำให้เกิดร้านหนังสือ Powell’s City of Book หรือร้านหนังสือต่างหากที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่านในพอร์ตแลนด์ แต่ที่เห็นได้ชัดคือที่นี่เป็นแหล่งแฮงก์เอาต์ของคนท้องถิ่นและเป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยว ที่หากมาพอร์ตแลนด์ก็ต้องมาเยือนร้านหนังสือแห่งนี้
.
แต่การทำร้านหนังสือไม่ได้สวยงาม โรยด้วยกลีบกุหลาบดั่ง “City of Rose” ชื่อเล่นของพอร์ตแลนด์ ด้วยความที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ค่าเช่าพื้นที่จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านหนังสือหลายร้านเกือบต้องปิดตัวลงไป เช่น New Renaissance Bookstore ที่เป็นส่วนสำคัญของย่านฝั่ง Northwest มาเกือบสี่สิบปี (เปิดทำการในปี 1988) แต่เจ้าของพื้นที่รายใหม่ต่อสัญญาให้จนกว่าจะสามารถหาทางเลือกอื่นได้ แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง Powell’s เองก็ต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตลาด E-commerce เช่นกัน
.
เอมิลี พาวเวลล์ (Emily Powell) ผู้บริหาร Powell’s City of Books สร้างปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในวงการหนังสือด้วยการประกาศจุดยืนว่าจะไม่ขายหนังสือผ่านทางแพลตฟอร์มใหญ่ เพื่อที่จะทำให้ร้านหนังสือสามารถจำหน่ายหนังสือผ่านทางช่องทางของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเธอได้ออกจดหมายเปิดผนึกว่า
.
“... เรารู้สึกถึงความหนักหน่วงที่ร้านหนังสือทั่วโลกดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและกังขาต่ออนาคตข้างหน้า ไม่มีใครทำธุรกิจหนังสือด้วยความคิดว่ามันจะเป็นเรื่องง่าย ทุกปีมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ … สำหรับ Powell’s เอง เราตัดสินใจที่จะไม่ขายหนังสือทาง Amazon อีกต่อไป ที่ผ่านมาเราได้เห็นผลกระทบต่อทั้งชุมชนและร้านหนังสืออิสระทั่วโลกมาโดยตลอด … เราเข้าใจว่าในหลายชุมชน นี่คือช่องทางการขายขนาดใหญ่ และอาจเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับบางร้าน แต่เราจำเป็นต้องประกาศจุดยืนเพื่อชุมชนของเรา ความมีชีวิตชีวาของชุมชนและย่านขึ้นอยู่กับความอยู่รอดของร้านอิสระและธุรกิจของชุมชน เราจะไม่เข้าร่วมในกิจกรรมใดที่จะบั่นทอนการอยู่รอดนี้”
.
Powell’s City of Books ยังทำหน้าที่ร้านหนังสืออิสระเพื่อชุมชนอย่างแข็งขัน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินท้องถิ่น ได้มีที่ทางในการสร้างชุมชนคนรักการอ่าน เป็นสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันด้วยความสนใจร่วมกันบางอย่าง นำไปสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป
.
ฝนเริ่มหยุดตกแล้วเมื่อเราเดินออกมา หลังใช้เวลาสองสามชั่วโมงในร้าน ฉันหยุดแวะที่ชั้นหนังสือกวีหยิบเล่มที่มีชื่อว่า “Keeping It Weird: Poetry & Stories of Portland, Oregon” หนังสือรวบรวมบทกวีที่แต่งโดยผู้คนชาวพอร์ตแลนด์ที่ภาคภูมิใจในความประหลาดของตนเอง มีประโยคหนึ่งในหนังสือที่พอจำได้จากการพลิกเร็วๆ ว่า พวกเขาเรียกเราว่าประหลาด หากสิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่าคือการไม่เป็นตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ดั่งที่ชีวิตแท้จริง
.
ฉันมองไปโดยรอบก่อนเดินออกจากร้าน สลัดคำว่า “independent” ออกจากความคิดไม่ได้ ยังคงครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับคำถามว่า เพราะมีร้านหนังสืออิสระขนาดใหญ่อยู่กลางใจเมืองหรือไร ที่ทำให้คำนี้ดูจะปรากฏอยู่ทุกที่ หรือจะเป็นเพราะความภาคภูมิใจในความเป็นเสรีของผู้คนในเมืองนี้ที่ทำให้บทกวี หนังสือที่แต่งโดยผู้คน และร้านหนังสือในเมืองนี้ล้วนเป็นอิสระโดยจิตวิญญาณ
.
เรื่อง: พชร สูงเด่น
ภาพ: Cacophony, CC BY 3.0, via Wikimedia Commons
.
#TheKOMMON #CommonARCHIVE #สนุกกับการคิดสนุกกับการเรียนรู้ #PowellsCityofBooks #IndependentBookshop #ร้านหนังสืออิสระ
... See MoreSee Less

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านธุรกิจในกรุงไนโรบี เมืองหลวงแห่งเคนยา มีอาคารทรงยุโรปที่สร้างจากหินบลูสโตนสะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปตั้งตระหง่าน ที่นี่คือห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลน (McMillan Memorial Library) 
.
ห้องสมุดนี้เปิดให้บริการในปี 1931 สร้างโดยเลดี้ ลูซี แมคมิลแลน (Lady Lucie McMillan) เพื่อรำลึกถึงสามีผู้ล่วงลับ เซอร์ วิลเลียม นอร์ททรัป แมคมิลแลน (Sir William Northrup McMillan) นักผจญภัย และนักธุรกิจชาวอเมริกันผู้มั่งคั่งซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเคนยา 
.
ด้วยความที่ตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตก (Westlands) ของไนโรบี ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวยุโรปและอเมริกา แยกห่างจากฝั่งตะวันออก (Eastlands) ซึ่งเป็นแหล่งที่พำนักของชาวพื้นเมืองโดยสิ้นเชิง ห้องสมุดแห่งนี้จึงรองรับการใช้งานของคนผิวขาวโดยเฉพาะ เมื่อเกิดการสลายตัวของลัทธิอาณานิคม อาคารโอ่อ่าแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งและทรุดโทรมลง 
.
จนกระทั่งปี 2012 แองเจลา วาชูกา (Angela Wachuka) เจ้าของสำนักพิมพ์ และ วานจิรู คอยนานเก (Wanjiru Koinange) นักเขียนชาวเคนยา ที่กำลังหาสถานที่จัดงานเทศกาลหนังสือได้มาสะดุดตากับที่นี่เข้า “เรารู้สึกเหมือนกับได้ก้าวเข้ามาสู่แคปซูลเวลา เพราะแม้พื้นที่ต่างๆ ของไนโรบีจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแต่ห้องสมุดยังคงเดิม” วาชูกากล่าว 
.
ต่อมาไม่นานนัก คอยนานเก ได้ร่วมโครงการ Commonwealth Writers ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงนักเขียนจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เธอตัดสินใจนำเสนอเรื่องราวของห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลน ที่บอกเล่าโดยบรรณารักษ์ไปจนถึงสมาชิกชุมชนในละแวกใกล้เคียง กิจกรรมดังกล่าวต่อยอดไปสู่การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เกิดการต่อตั้ง บุ๊กบังค์ทรัสต์ (Book Bunk Trust) ที่มีเป้าหมายคือการฟื้นฟูห้องสมุดขึ้นในที่สุด 
.
“สิ่งแรกที่เราทำคือสำรวจความคิดเห็นจากชุมชนว่า ห้องสมุดที่ให้บริการพวกเขาได้ดีที่สุดควรเป็นอย่างไร” วาชูกากล่าว และเสริมว่างานของเราง่ายมากเพราะทุกคนพร้อมจะบอกเราว่าต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟรี ศิลปะ พื้นที่สำหรับการเล่นสนุก หรือการสอนพิเศษ บุ๊กบังค์รับฟังและใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการดำเนินโครงการร่วมกัน 
.
อีกโจทย์สำคัญในการฟื้นฟูห้องสมุดคือ เอกสารสำคัญในคอลเลกชันล้วนสะท้อนมุมมองของเจ้าอาณานิคม เช่น เอกสารทางการของรัฐบาล บันทึก ประกาศ รูปภาพที่ว่าด้วยการเดินทางล่าสัตว์ของคนขาว หากมีเรื่องเกี่ยวกับคนพื้นเมืองเคนยา ก็มักว่าด้วยข้อมูลทางมานุษยวิทยา การเล่าเรื่องของผู้ตั้งถิ่นฐานจากภายนอก แต่กลับไม่มีเรื่องเล่าของผู้คนท้องถิ่นเลย 
.
ทีมงานบุ๊กบังค์จึงริเริ่มโครงการที่เรียกว่า ‘Missing Bits’ เพื่อรวบรวมข้อมูลของชาวเคนยา โดยเชิญผู้คนมาร่วมบันทึกเรื่องราวผ่านการนำเอกสารเก่า ภาพถ่าย อัดคลิปพอดแคสต์เล่าประสบการณ์ วาชูกากล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการบันทึกชีวิตประจำวันของคนพื้นเมือง เพื่อทำให้ที่นี่กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง 
.
ดร.จอยซ์ ไนย์โร (Dr. Joyce Nyairo) นักวิจัยและนักวิชาการด้านวัฒนธรรมชาวเคนยาเคยกล่าวไว้ในพอดแคสต์ของบุ๊กบังค์ว่า “หนึ่งในความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดในการสร้างประเทศเคนยา ไม่ใช่การไร้ความทรงจำ แต่เป็นการจงใจลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นอย่างเป็นทางการต่างหาก”
.
ถึงจะเดินหน้าบันทึกเรื่องราวในพื้นที่อย่างขันแข็ง ข้อมูลที่มีอยู่แต่เดิมในห้องสมุดก็ไม่ได้ถูกละเลย ทีมงานแปลงเอกสารโบราณรวมถึงหนังสือที่เก็บรักษาไว้ในห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลนให้เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ ภายในเวลาเก้าเดือน กองทัพนักศึกษาฝึกงาน 30 คนของบุ๊กบังค์ได้แปลงหนังสือรูปเล่มเป็นหนังสือดิจิทัลถึงกว่า 140,000 เล่ม
.
นอกจากนี้ ทีมงานยังจัดงานเทศกาลหนังสืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเครือข่ายและสนับสนุนระบบนิเวศหนังสือและการอ่านให้เกิดขึ้นในไนโรบี ในปี 2022 พวกเขาได้รับหนังสือมากกว่า 9,000 เล่ม และจัดกิจกรรมสาธารณะมากกว่า 80 รายการ โดยมีผู้ใหญ่และเด็กๆ เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน มีผู้ใช้ห้องสมุดมากกว่า 41,000 คน และอีกกว่า 750,000 คนเชื่อมต่อกับบุ๊กบังค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล 
.
นอกจากห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลนแล้ว บุ๊กบังค์ยังปรับปรุงห้องสมุดอื่นๆ ในเมืองไนโรบี ทีมงานประกาศ รายการหนังสือที่ต้องการ เพื่อให้บุคคลและองค์กรต่างๆ สามารถเลือกซื้อในร้านหนังสือท้องถิ่นและนำมาบริจาคให้กับห้องสมุด อีกทั้ง องค์กรการกุศล Book Aid International เพื่อการพัฒนาห้องสมุดและบริจาคหนังสือระดับนานาชาติของสหราชอาณาจักรก็ได้ร่วมมือกับบุ๊กบังค์เพื่อจัดหาคอลเลกชันหนังสือร่วมสมัย
.
บุ๊กบังค์ใช้คำว่า ‘Palace for People’ ซึ่งแปลว่า พระราชวังสำหรับประชาชน และคำว่า ‘Ubuntu’ ในภาษาสวาฮีลีซึ่งแปลว่า ‘มนุษยชาติ’ เพื่อสะท้อนแนวคิดหลักของห้องสมุดแห่งนี้ นั่นคือการเชื่อมโยงประสบการณ์ร่วมกันของมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการใช้พื้นที่และภาษา รวมถึงควรได้รับบริการและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และกีดกันประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกต่อไป
.
ที่มา:
https://kbfus.org/reclaiming-ones-stories-book-bunk-reinvents-nairobis-public-libraries/
https://gal-dem.com/kenya-literature-nairobi-mcmillan-library/
https://www.bookbunk.org/about/our-story/
https://www.sigrid-rausing-trust.org/story/building-palaces-for-the-people-two-female-leaders-transform-kenyas-public-libraries-into-modern-civic-spaces/
https://theurbanactivist.com/idea/reclaiming-public-libraries-for-the-people-of-nairobi/
https://eap.bl.uk/project/EAP1357
https://www.nytimes.com/2023/02/04/books/nairobi-kenya-books-library.html 
.
เรื่อง: ปัทมา เจริญกรกิจ 
ภาพ: Book Bunk, Book Bunk/ Bill Muganda, Book Bunk/ Quaint Photography, Book Bunk/ Syokau Mutonga
.
#TheKOMMON #CommonARCHIVE #สนุกกับการคิดสนุกกับการเรียนรู้ #McMillanMemorialLibrary #Nairobi #BookBunkTrust #BookBunk

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านธุรกิจในกรุงไนโรบี เมืองหลวงแห่งเคนยา มีอาคารทรงยุโรปที่สร้างจากหินบลูสโตนสะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปตั้งตระหง่าน ที่นี่คือห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลน (McMillan Memorial Library)
.
ห้องสมุดนี้เปิดให้บริการในปี 1931 สร้างโดยเลดี้ ลูซี แมคมิลแลน (Lady Lucie McMillan) เพื่อรำลึกถึงสามีผู้ล่วงลับ เซอร์ วิลเลียม นอร์ททรัป แมคมิลแลน (Sir William Northrup McMillan) นักผจญภัย และนักธุรกิจชาวอเมริกันผู้มั่งคั่งซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเคนยา
.
ด้วยความที่ตั้งอยู่ในฝั่งตะวันตก (Westlands) ของไนโรบี ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวยุโรปและอเมริกา แยกห่างจากฝั่งตะวันออก (Eastlands) ซึ่งเป็นแหล่งที่พำนักของชาวพื้นเมืองโดยสิ้นเชิง ห้องสมุดแห่งนี้จึงรองรับการใช้งานของคนผิวขาวโดยเฉพาะ เมื่อเกิดการสลายตัวของลัทธิอาณานิคม อาคารโอ่อ่าแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งและทรุดโทรมลง
.
จนกระทั่งปี 2012 แองเจลา วาชูกา (Angela Wachuka) เจ้าของสำนักพิมพ์ และ วานจิรู คอยนานเก (Wanjiru Koinange) นักเขียนชาวเคนยา ที่กำลังหาสถานที่จัดงานเทศกาลหนังสือได้มาสะดุดตากับที่นี่เข้า “เรารู้สึกเหมือนกับได้ก้าวเข้ามาสู่แคปซูลเวลา เพราะแม้พื้นที่ต่างๆ ของไนโรบีจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแต่ห้องสมุดยังคงเดิม” วาชูกากล่าว
.
ต่อมาไม่นานนัก คอยนานเก ได้ร่วมโครงการ Commonwealth Writers ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงนักเขียนจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เธอตัดสินใจนำเสนอเรื่องราวของห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลน ที่บอกเล่าโดยบรรณารักษ์ไปจนถึงสมาชิกชุมชนในละแวกใกล้เคียง กิจกรรมดังกล่าวต่อยอดไปสู่การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เกิดการต่อตั้ง บุ๊กบังค์ทรัสต์ (Book Bunk Trust) ที่มีเป้าหมายคือการฟื้นฟูห้องสมุดขึ้นในที่สุด
.
“สิ่งแรกที่เราทำคือสำรวจความคิดเห็นจากชุมชนว่า ห้องสมุดที่ให้บริการพวกเขาได้ดีที่สุดควรเป็นอย่างไร” วาชูกากล่าว และเสริมว่างานของเราง่ายมากเพราะทุกคนพร้อมจะบอกเราว่าต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟรี ศิลปะ พื้นที่สำหรับการเล่นสนุก หรือการสอนพิเศษ บุ๊กบังค์รับฟังและใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับการดำเนินโครงการร่วมกัน
.
อีกโจทย์สำคัญในการฟื้นฟูห้องสมุดคือ เอกสารสำคัญในคอลเลกชันล้วนสะท้อนมุมมองของเจ้าอาณานิคม เช่น เอกสารทางการของรัฐบาล บันทึก ประกาศ รูปภาพที่ว่าด้วยการเดินทางล่าสัตว์ของคนขาว หากมีเรื่องเกี่ยวกับคนพื้นเมืองเคนยา ก็มักว่าด้วยข้อมูลทางมานุษยวิทยา การเล่าเรื่องของผู้ตั้งถิ่นฐานจากภายนอก แต่กลับไม่มีเรื่องเล่าของผู้คนท้องถิ่นเลย
.
ทีมงานบุ๊กบังค์จึงริเริ่มโครงการที่เรียกว่า ‘Missing Bits’ เพื่อรวบรวมข้อมูลของชาวเคนยา โดยเชิญผู้คนมาร่วมบันทึกเรื่องราวผ่านการนำเอกสารเก่า ภาพถ่าย อัดคลิปพอดแคสต์เล่าประสบการณ์ วาชูกากล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการบันทึกชีวิตประจำวันของคนพื้นเมือง เพื่อทำให้ที่นี่กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง
.
ดร.จอยซ์ ไนย์โร (Dr. Joyce Nyairo) นักวิจัยและนักวิชาการด้านวัฒนธรรมชาวเคนยาเคยกล่าวไว้ในพอดแคสต์ของบุ๊กบังค์ว่า “หนึ่งในความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดในการสร้างประเทศเคนยา ไม่ใช่การไร้ความทรงจำ แต่เป็นการจงใจลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นอย่างเป็นทางการต่างหาก”
.
ถึงจะเดินหน้าบันทึกเรื่องราวในพื้นที่อย่างขันแข็ง ข้อมูลที่มีอยู่แต่เดิมในห้องสมุดก็ไม่ได้ถูกละเลย ทีมงานแปลงเอกสารโบราณรวมถึงหนังสือที่เก็บรักษาไว้ในห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลนให้เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ ภายในเวลาเก้าเดือน กองทัพนักศึกษาฝึกงาน 30 คนของบุ๊กบังค์ได้แปลงหนังสือรูปเล่มเป็นหนังสือดิจิทัลถึงกว่า 140,000 เล่ม
.
นอกจากนี้ ทีมงานยังจัดงานเทศกาลหนังสืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างเครือข่ายและสนับสนุนระบบนิเวศหนังสือและการอ่านให้เกิดขึ้นในไนโรบี ในปี 2022 พวกเขาได้รับหนังสือมากกว่า 9,000 เล่ม และจัดกิจกรรมสาธารณะมากกว่า 80 รายการ โดยมีผู้ใหญ่และเด็กๆ เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน มีผู้ใช้ห้องสมุดมากกว่า 41,000 คน และอีกกว่า 750,000 คนเชื่อมต่อกับบุ๊กบังค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
.
นอกจากห้องสมุดอนุสรณ์แมคมิลแลนแล้ว บุ๊กบังค์ยังปรับปรุงห้องสมุดอื่นๆ ในเมืองไนโรบี ทีมงานประกาศ 'รายการหนังสือที่ต้องการ' เพื่อให้บุคคลและองค์กรต่างๆ สามารถเลือกซื้อในร้านหนังสือท้องถิ่นและนำมาบริจาคให้กับห้องสมุด อีกทั้ง องค์กรการกุศล Book Aid International เพื่อการพัฒนาห้องสมุดและบริจาคหนังสือระดับนานาชาติของสหราชอาณาจักรก็ได้ร่วมมือกับบุ๊กบังค์เพื่อจัดหาคอลเลกชันหนังสือร่วมสมัย
.
บุ๊กบังค์ใช้คำว่า ‘Palace for People’ ซึ่งแปลว่า พระราชวังสำหรับประชาชน และคำว่า ‘Ubuntu’ ในภาษาสวาฮีลีซึ่งแปลว่า ‘มนุษยชาติ’ เพื่อสะท้อนแนวคิดหลักของห้องสมุดแห่งนี้ นั่นคือการเชื่อมโยงประสบการณ์ร่วมกันของมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการใช้พื้นที่และภาษา รวมถึงควรได้รับบริการและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และกีดกันประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกต่อไป
.
ที่มา:
https://kbfus.org/reclaiming-ones-stories-book-bun…
https://gal-dem.com/kenya-literature-nairobi-mcmil…

https://sigrid-rausing-trust.org/story/…
https://theurbanactivist.com/idea/…

https://nytimes.com/2023/02/…
.
เรื่อง: ปัทมา เจริญกรกิจ
ภาพ: Book Bunk, Book Bunk/ Bill Muganda, Book Bunk/ Quaint Photography, Book Bunk/ Syokau Mutonga
.
#TheKOMMON #CommonARCHIVE #สนุกกับการคิดสนุกกับการเรียนรู้ #McMillanMemorialLibrary #Nairobi #BookBunkTrust #BookBunk
... See MoreSee Less

OUR CHANNEL

คลิปที่ไม่ควรพลาด
1/0 videos

Readtopia ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย

Lifelong Learning Focus issue 03

Lifelong Learning Focus issue 02

Lifelong Learning Focus issue 01

เข็ม

กล่อง

โหล

คิดทันโลก (2nd Edition)

คิดทันโลก

“เต็มสิบ” 10 ปีทีเคพาร์ค

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก